
ยุโรปรวมระบบธนาคาร
เรื่องใหญ่ที่สุดของยุโรปในขณะนี้ คือ การรวมระบบธนาคารให้เป็นหนึ่งเดียว หรือ Bank Union ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี
เรื่องใหญ่ที่สุดของยุโรปในขณะนี้ คือ การรวมระบบธนาคารให้เป็นหนึ่งเดียว หรือ Bank Union ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี
คนที่ติดตามสถานการณ์ในยุโรปอย่างใกล้ชิด อาจเห็นข่าวการหารือร่วมกันระหว่างผู้นำเยอรมนีกับฝรั่งเศส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามอย่างสุดความสามารถให้มีภาพลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ เพราะนอกจากทั้งสองประเทศจะถูกยกให้เป็นแกนหลักของยุโรปแล้ว ผู้นำทั้งสองยังถูกสังคมโลกจับตามองว่าจะสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดได้หรือไม่ โดยไม่เกิดการปีนเกลียวกันเสียก่อน
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อหลายเดือนก่อน ผู้นำเยอรมนีให้การสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีอย่างออกนอกหน้า ในขณะที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง หาเสียงตำหนิบทบาทที่แข็งกร้าวของเยอรมนีในการแก้ปัญหาของยุโรป
ในครั้งนี้มีการแถลงข่าวร่วมกันหลังเสร็จการหารือ ในช่วงต้นเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งผู้นำฝรั่งเศสประกาศว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องรวมระบบธนาคาร และจะต้องทำขั้นตอนแรกให้สำเร็จภายในปีนี้
ขั้นตอนแรก คือ การรวมศูนย์การกำกับดูแลธนาคารในยูโรโซน ส่วนขั้นตอนที่ 2 และ 3 ของแผนบันได 3 ขั้น คือ การประกันเงินฝากร่วมกันและการจัดตั้งกองทุนสำหรับให้ความช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหา
พอผู้นำเยอรมนีเป็นฝ่ายพูดบ้าง ก็บอกว่าเห็นด้วยกับหลักการในการรวมระบบธนาคาร แต่อาจต้องพิจารณาผลกระทบในทุกๆ ด้านอย่างรอบคอบเสียก่อน ดีกว่ารีบทำแล้วล้มเหลวในภายหลัง
เพียงเท่านี้ก็เกิดเป็นข่าวความไม่ลงรอยระหว่างสองยักษ์ใหญ่ของยุโรป และมีผลทำให้ตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านั้นอยู่ในสภาพของกระทิงดุ ต้องหยุดชะงักเพื่อรอดูสถานการณ์ว่าจะพัฒนาต่อไปอย่างไร
ประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ คือ ที่มาที่ไปและแรงจูงใจให้เกิดความพยายามรวมระบบธนาคาร
ขอเล่าย้อนหลังไปถึงปลายปีที่แล้วที่อีซีบีได้ผู้ว่าการคนใหม่เป็นชาวอิตาเลียน และได้เปลี่ยนนโยบายจากเข้มงวดเป็นผ่อนปรน ด้วยการลดดอกเบี้ยและอัดฉีดเชิงปริมาณ คล้ายวิธีของเฟดในสหรัฐ
หลังจากนั้นคลื่นลมที่รุนแรงในยุโรปก็เริ่มสงบลง ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2012 มาจนถึงปัจจุบัน ตลาดทุนทั่วโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเยอรมนีเองอาจถือว่าได้อานิสงส์มากที่สุด กล่าวคือ ดัชนีตลาดเยอรมนีปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20% มากกว่าตลาดหลักอื่นๆ ทั่วโลก (แต่ยังสู้ไทยไม่ได้ ของเราขึ้นมากกว่า)
แต่ภายใต้คลื่นลมที่ดูค่อนข้างสงบนั้น มีการก่อตัวของอีกปัญหาหนึ่งที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ต่อไป นั่นก็คือ การไหลออกของเงินทุนจากยุโรปใต้ไปสู่ยุโรปเหนือ หรือจากประเทศที่มีปัญหาไปสู่แหล่งที่ปลอดภัยกว่า
ภายในเวลาเพียงปีเดียว จากกลางปีที่แล้วถึงกลางปีนี้ เงินฝากในระบบธนาคารของกรีซลดลงเกือบ 20% ของสเปนลดลงประมาณ 10% ส่วนของไอร์แลนด์กับโปรตุเกสลดลง 9% กับ 8% ตามลำดับ รวมกันเป็นเงินกว่า 3 แสนล้านยูโร โดยส่วนใหญ่ของการลดลงเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนหลัง
แต่ธนาคารในประเทศเหล่านี้ก็ยังอยู่ได้ และไม่ตกเป็นข่าวว่าขาดสภาพคล่อง เพราะมีเงินอัดฉีดของอีซีบีเข้ามาช่วย โดยในช่วงแรก เมื่อการกู้จากอีซีบียังมีข้อจำกัดมาก ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยให้สูงๆ เพื่อช่วยดึงเงินฝากไว้ แต่ในช่วงหลัง เมื่อกู้จากอีซีบีได้โดยสะดวก ก็พยายามลดต้นทุนดอกเบี้ยโดยการยอมปล่อยให้เงินฝากไหลออกมากขึ้น
ดูจากตัวเลขของอีซีบีเองก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ อีซีบีได้ให้ธนาคารใน 4 ประเทศข้างต้นบวกอิตาลี กู้ไปทั้งสิ้นกว่า 8 แสนล้านยูโร
การไหลออกของเงินทุนในระดับนี้ร้ายแรงไม่แพ้กรณีของบ้านเราในช่วงเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และหากหยุดไม่อยู่ เศรษฐกิจหนีไม่พ้นความหายนะอย่างแน่นอน และย่อมฉุดเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ให้พลอยมีปัญหาไปด้วย
กลุ่มที่ผลักดันการรวมระบบธนาคารตั้งความหวังไว้ว่า การทำให้ธนาคารในประเทศเหล่านี้มีความมั่นคงมากขึ้น ตลอดจนเงินฝากทั้งระบบได้รับการค้ำประกัน บาดแผลที่ทำให้เลือดไหลไม่หยุดก็จะปิดสนิท และการเยียวยาอาการป่วยไข้ของเศรษฐกิจเหล่านี้ก็จะเป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น
ผมอยากให้ข้อสังเกตและข้อสรุปบางประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้
หนึ่ง การรวมระบบธนาคารจะไม่ช่วยแก้ปัญหาการไหลออกของเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะคนที่โยกเงินออก อาจมีส่วนหนึ่งที่หนีความอ่อนแอของธนาคาร แต่ส่วนใหญ่น่าจะเป็นการหนีความอ่อนแอของประเทศมากกว่า เพราะในที่สุด หากประเทศต้องออกจากยูโรโซน หรือยูโรโซนล่มสลาย เงินฝากของประชาชนก็คงหนีไม่พ้นการถูกด้อยค่าในทางอ้อม
สอง แม้เยอรมนีจะเป็นกังวลว่า ในที่สุดจะต้องเอาเงินภาษีของชาวเยอรมันไปแบกรับภาระของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตลอดปีเศษที่ผ่านมา เยอรมนีก็ยอมปล่อยให้อีซีบีอัดฉีดเชิงปริมาณไปแล้วเป็นจำนวนเงินมหาศาล
ผู้รู้อธิบายว่า นอกจากเยอรมนีจะไม่โง่แล้ว ยังเป็นความฉลาดล้ำลึก เพราะการที่อีซีบีเข้ามาช่วยซื้อหนี้ของยุโรปใต้ ทำให้ธนาคารในยุโรปเหนือที่ถือหนี้เหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก สามารถขายออกและลดความเสี่ยงลงได้
ฟังดูไม่ต่างจากไอเอ็มเอฟสมัยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ให้เรากู้เพื่อนำไปใช้หนี้ธนาคารต่างชาติ
ไม่ว่าจะเป็นไอเอ็มเอฟหรืออีซีบี นอกจากประเทศลูกหนี้จะไม่ได้เม็ดเงินไปลงทุนพัฒนาประเทศแล้ว ยังมีผลทำให้ได้รับแฮร์คัตน้อยลง หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการช่วยเจ้าหนี้มากกว่าลูกหนี้
ข้อสุดท้าย ปัญหาที่แท้จริงของยุโรปยังไม่ได้รับการแก้ไข ที่ทำมาทั้งหมดเป็นเพียงการยื้อเวลา แต่ไม่ว่าจะยื้อได้นานแค่ไหน ในที่สุดก็คงหนีไม่พ้นถึงจุดแตกหักอย่างแน่นอน







