
ยิ่งเพิ่มปัญหา
ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในแต่ละวันรถยนต์จำนวนมากต้องเผาผลาญเชื้อเพลิงไปโดยเปล่าประโยชน์นับล้านลิตร ด้านสุขภาพ ในแต่ละวันคนกรุงเทพมหานครต้องสูญเสียเวลาและโอกาสไปกับการเดินทาง ซึ่งทำลายทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในแต่ละวันรถยนต์จำนวนมากต้องเผาผลาญเชื้อเพลิงไปโดยเปล่าประโยชน์นับล้านลิตร ด้านสุขภาพ ในแต่ละวันคนกรุงเทพมหานครต้องสูญเสียเวลาและโอกาสไปกับการเดินทาง ซึ่งทำลายทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
การแก้ไขปัญหาการจราจรที่วิกฤตอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์พิเศษ เช่น กรณีมีปริมาณฝนตกลงมาอย่างหนักในกรุงเทพมหานคร รัฐบาลจะมีมาตรการและมีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาอย่างไร ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนกรุงเทพมหานคร
รัฐบาลจะต้องมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม และสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเร่งดำเนินการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ในเส้นทางที่จะสามารถบรรเทาปัญหาการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการจราจร ก็ควรจะต้องเข้มงวดกวดขันด้านวินัยการจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนนให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ รัฐบาลก็ควรจะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาบังคับใช้เพื่อลดปริมาณของรถยนต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งสามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น กำหนดพื้นที่หรือจัดโซนนิงของรถยนต์ เพื่อควบคุมปริมาณรถที่จะเข้ามาสัญจรในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะสามารถบรรเทาปัญหาการจราจรในเมืองหลวงที่มีความแออัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดการสูญเสียในทุกๆ ด้าน
สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลนี้ควรจะต้องเร่งทบทวนก็คือ นโยบายรถยนต์คันแรก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการกระตุ้นการซื้อรถยนต์อย่างมโหฬาร จนทำให้ปริมาณรถยนต์ในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนคัน กลายเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมดูแลการจราจร ขณะที่ปริมาณถนนมีจำนวนเท่าเดิม ดังนั้นรัฐบาลควรจะหยุดดำเนินการโครงการรถยนต์คันแรก เพื่อนำเงินที่จะต้องนำไปใช้ในการคืนภาษีสรรพสามิตให้กับประชาชน มาเร่งก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ซึ่งแนวทางทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นแนวทางที่มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากกว่าแนวคิดของคณะรัฐมนตรี ที่ขอความร่วมมือไปยังส่วนราชการที่กำหนดให้อธิบดี รองอธิบดี และผู้บริหารระดับสูงของแต่ละกระทรวง ลงพื้นที่ประจำจุดแนวทางด่วน ทางยกระดับ หรือจุดงานก่อสร้างต่างๆ ที่เป็นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้หรือความชำนาญในด้านการอำนวยการจราจร เมื่อลงไปอยู่ในพื้นที่แล้วจะกลายเป็นการสร้างปัญหามากกว่าที่จะบรรเทาปัญหา







