
‘ชัชชาติ’ขอเวลา5ปีเพิ่มรถไฟฟ้าอีก2เท่า
“ชัชชาติ” ยันอีก 35 ปี รางรถไฟฟ้าจะเพิ่มจาก 80 กม.เป็น 270 กม. พร้อมดันรถไฟฟ้าทางคู่ ลดต้นทุนโลจิสติกส์
“ชัชชาติ” ยันอีก 35 ปี รางรถไฟฟ้าจะเพิ่มจาก 80 กม.เป็น 270 กม. พร้อมดันรถไฟฟ้าทางคู่ ลดต้นทุนโลจิสติกส์
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม กล่าวในการสัมมนา “ระบบราง : ปูทางสู่ AEC” ว่า ใน 35 ปี ไทยจะมีเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มจากปัจจุบัน 80 กม. เป็น 270 กม.หรือเพิ่มกว่า 2 เท่าตัว ขณะเส้นทางรถไฟทางคู่มีเพิ่มขึ้น ตามที่ ครม.อนุมัติทางคู่ฉะเชิงเทรา–แก่งคอย รวมทั้งให้จัดซื้อหัวรถจักรรถไฟใหม่รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ประเทศด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งรัฐจะต้องลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยอาจกู้เงินในประเทศมาดำเนินการ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มรถไฟความเร็วสูง ด้วยการนำวัตถุดิบในประเทศมาใช้ ให้สอดรับกับแผนพัฒนาเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“สาเหตุที่ต้องมีรถไฟความเร็วสูง เพราะต้องการกระจายความเจริญไปหัวเมืองต่างๆ แม้เราจะไม่ได้ต่อเชื่อมรถไฟความเร็วสูงให้เป็นโครงข่ายที่ติดต่อถึงกันทั้งหมด แต่เราจะมีระบบฟีดเดอร์เพื่อขนคนสินค้า เช่นเดียวกับการบริหารเส้นทางรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่จะต้องปรับเส้นทางใหม่ ให้เชื่อมต่อรถไฟฟ้า” นายชัชชาติ กล่าว
นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการคมนาคมระบบราง กมธ.คมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนเชื่อมโยงกันด้วยรถไฟที่ใช้รางขนาด 1 เมตร เริ่มจากสิงคโปร์ ผ่านมาเลย์ ไทย กัมพูชา เวียดนาม จนถึงคุนหมิงประเทศจีน ดังนั้น ไทยจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขนาดรางเป็น 1.435 เมตรและควรนำเงินไปสร้างรถไฟสายใหม่ที่เชื่อมโยงไทยเพื่อนบ้านให้มากกกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ยกตัวอย่าง เส้นทางที่เชื่อมโยงถึงกันระหว่างตะวันออกตะวันตก จากดานังสะหวันนะเขตมุกดาหารกาฬสินธุ์ขอนแก่นเพชรบูรณ์พิษณุโลกแม่สอดมะละแหม่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ควรเน้นพัฒนาเส้นทางเชื่อมระหว่างท่าเรือแหลมฉบังท่าเรือทวาย เพราะจะใช้เวลาในการเดินทางน้อยกว่า เส้นทางพม่าเวียดนาม ซึ่งท่าเรือที่เวียดนามถือเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย
นายสามารถ กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงบางซื่อรังสิต ซึ่งจะต้องเชื่อมต่อกับช่วงบางซื่อตลิ่งชันนั้น ควรเป็นรางขนาด 1 เมตร ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อไทยจีนควรเป็นรางขนาด 1.435 เมตร อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาการขาดทุนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ตนเสนอให้จัดตั้งบริษัทลูกเพื่อนำที่ดินที่มีมาพัฒนา และแก้ไขปัญหาหนี้สินที่มี รวมทั้งไม่ต้องการให้เปลี่ยนสถานะของบริษัท รถไฟฟ้า รฟท. ซึ่งดูแลโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ เป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะยิ่งจะทำให้ขาดทุนและมีหนี้เพิ่ม
นายวิโรจน์ รุโจปการ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางของไทยเป็นการคิดแยกส่วน ดังนั้น จะต้องมีกฎระเบียบรองรับทั้งในประเทศ และเมื่อเข้าสู่เออีซีก็จะต้องมีระเบียบเฉพาะที่เกี่ยวข้องด้วย รวมทั้งจะต้องรู้จักการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดการเดินทางหรือเชื่อมโยงการเดินทางให้สะดวกกว่าปัจจุบัน ยกตัวอย่าง เช่น ไทยพัฒนารถไฟฟ้าเพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชน และลดจำนวนรถยนต์ แต่ปัจจุบันรถยนต์ก็ยังมีจำนวนมาก แม้ว่าคนจะใช้รถไฟฟ้ามากก็ตาม
“รัฐบาลต้องมีมาตรการและศึกษาอย่างจริงจังว่า ทำอย่างไรจึงจะดึงคนมาใช้รถไฟฟ้าให้มาก เพื่อประหยัดการนำเข้าน้ำมัน รวมทั้งต้องคิดด้วยว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงจะทำให้สายการบินไทย หรือนกแอร์ เจ๊ง หรือไม่อย่างไร ซึ่งในต่างประเทศ ระบบรถไฟมีการจัดการที่ดี มีการแยกส่วนชัดเจน แต่ไทยยังไม่เป็นเช่นนั้น หากเกิดรถไฟความเร็วสูงต่อไป รัฐบาลจะมีการจัดการอย่างไร จะต้องคิดตั้งแต่วันนี้ “ นายวิโรจน์ กล่าว
นายประมวล สุธีจารุวัฒน รองผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐบาลมีแผนพัฒนาระบบรางในอนาคตมากเป็นหลายเท่าตัว ขณะที่ไทยยังใช้ตัวรถ อะไหล่ จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมหรือการพัฒนาในส่วนที่ควรจะเป็นเลย ฉะนั้น รัฐควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก
นอกจากนี้ เมื่อมีการพัฒนาระบบราง รัฐจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในส่วนนี้มารองรับด้วย ประมาณการจากตัวเลขซึ่งรัฐจะพัฒนาระบบรถไฟฟ้า ในปี 2558 หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไทยจำเป็นจะต้องมีบุคลากรระบบรางและรถไฟฟ้ามากถึง 3,000 คน โดยแบ่งเป็นพนักงานขับรถจำนวน 500 คน ส่วนที่เหลือเป็นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยังไม่นับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบรางที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับเออีซี







