
เป้าหมายกับความเป็นจริง
อาทิตย์นี้เดิมผมตั้งใจจะคุยกับท่านผู้อ่าน เรื่อง ตลาดน้ำขวัญเรียม ที่เพิ่งเปิดใหม่ริมคลองแสนแสบติดถนนรามคำแหง ประมาณซอย 185 กว่าๆ ใกล้บ้านผมนี่เอง ไปเดินดูแล้วเข้าท่าเข้าทางดี ถึงจะไม่ใช่ตลาดน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการติดตลาดของชาวบ้านที่พายเรือมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาแต่เดิม แต่มีความเป็นตลาดน้ำชาวบ้านดี ไม่แต่งเติมจนเสียบรรยากาศ
อาทิตย์นี้เดิมผมตั้งใจจะคุยกับท่านผู้อ่าน เรื่อง ตลาดน้ำขวัญเรียม ที่เพิ่งเปิดใหม่ริมคลองแสนแสบติดถนนรามคำแหง ประมาณซอย 185 กว่าๆ ใกล้บ้านผมนี่เอง ไปเดินดูแล้วเข้าท่าเข้าทางดี ถึงจะไม่ใช่ตลาดน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการติดตลาดของชาวบ้านที่พายเรือมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาแต่เดิม แต่มีความเป็นตลาดน้ำชาวบ้านดี ไม่แต่งเติมจนเสียบรรยากาศ
ที่สำคัญคือ อยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ ห่างจากตลาดบางกะปิประมาณ 15 กม.เท่านั้น ใครอยู่ใกล้ๆ ไปเที่ยวชม ผมว่าไม่ผิดหวัง แต่อยากขออนุญาตเตือนใครก็ไม่ทราบที่ช่วยกันสร้างตลาดน้ำนี้ขึ้นมาให้ช่วยกันระวังรักษาความสะอาด อย่าปล่อยให้มีการทิ้งขยะ น้ำล้างชามก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ลงคลองแสนแสบเป็นใช้ได้ และจะดึงดูดผู้คนให้มาเที่ยวได้อีกนาน
อย่างว่าล่ะครับ จะคุยเรื่องตลาดน้ำ แต่เอาเข้าจริงก็ถูกดึงเข้าสู่วงจรแห่งความเครียดของบ้านเมืองอีก เพราะเผอิญก่อนจะนั่งเขียนบทความนี้ มีโอกาสไปนั่งรับประทานอาหารกับนักธุรกิจเชื้อสายจีนอาวุโสท่านหนึ่ง ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมและการส่งออก
ท่านเล่าให้ฟังว่า รู้สึกสงสารผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายเล็กๆ ที่มีทุนรอนน้อย ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนเพราะตอนนี้ตกที่นั่งลำบาก ออร์เดอร์ไม่เข้าแต่หยุดผลิตไม่ได้ เพราะกลัวเสียลูกค้าและกลัวธนาคารเรียกหนี้คืน แต่ยังฝากความหวังไว้กับอนาคตว่า การส่งออกจะดีขึ้น
แล้วท่านก็ถามผมว่า มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับตัวเลขการส่งออก ผมก็ตอบท่านว่า ผมก็อยากถามท่านเหมือนกันว่าท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับตัวเลขการส่งออก และผมพร้อมที่จะเชื่อตัวเลขของท่านมากกว่าตัวเลขของทางราชการ หรือตัวเลขของนักวิชาการ เพราะท่านทำธุรกิจนี้เองมากับมือ
เอาว่าขอเก็บตัวเลขเป้าหมายการส่งออกของนักธุรกิจท่านนี้กับของผมไว้เป็นความลับระหว่างท่านกับผมก็แล้วกัน เพราะเป็นตัวเลขส่วนตัวไม่ได้อิงกับหลักวิชาการและหลักการเมือง จึงไม่ควรนำไปเปิดเผยหรืออ้างอิง ประกอบกับท่านสามารถที่จะเลือกเชื่อตัวเลขทั้งจากภาคราชการ ภาควิชาการ และภาคเอกชนได้มากมายจากหลายแหล่งหลายสำนักอยู่แล้ว
เริ่มจากตัวเลขภาคราชการก่อน จากเดิมที่มีตัวเลขเป้าหมายการส่งออกตัวเดียวกันของรัฐบาล คือ ประมาณ 15% จากปีที่แล้ว ตอนนี้หลังจาก WHITE LIE มีตัวเลขให้ท่านเลือกใช้ตามสะดวกอย่างน้อย 67 ตัวด้วยกัน จาก 15% ของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ที่ขอยืนเป้าเดิม และประมาณ 7.23% ตามความเห็นของสำนักพัฒนาการตลาด กระทรวงพาณิชย์ และบรรดาทูตพาณิชย์ที่มาประชุมกับรัฐมนตรีเมื่อเร็วๆ นี้
ส่วนด้านกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงจาก 15% เหลือ 9% แต่ตัวเลขล่าสุดของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ปรับลดเป้าหมายจาก 12.8% เหลือ 4.5%
ลำพังแค่สองกระทรวงหลักนี้ ท่านก็มีตัวเลขเป้าหมายการส่งออกให้เลือกใช้ได้ตั้ง 4 ตัวเลขแล้ว
แต่ยังไม่หมด เพราะสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯ ยังมีตัวเลขให้ท่านเลือกได้อีก คือ ประมาณ 7.3% ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 7% สำหรับสองหน่วยราชการหลังนี้มีตัวเลขให้เลือกน้อย เพราะเลขาธิการสภาพัฒน์และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้ตัวเลขของหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นตัวเลขทางการ ไม่มีตัวเลขให้เลือกระหว่างตัวเลขผู้ว่าการฯ กับตัวเลขของฝ่ายวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย เหมือนของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง
แต่ยังไม่หมดครับ ยังมีอีก คือตัวเลขของหน่วยงานทางวิชาการ โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ตัวเลขว่าการส่งออกจะโตขึ้นปีนี้ 5.8% ผมไม่มีเวลาไปค้นว่าทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประมาณไว้เท่าไร ถ้ามีช่วยนำมาเปิดเผยด้วยก็ดี จะได้มีตัวเลือกเพิ่มขึ้น จะได้ครบคอลเลกชันไงครับ
ต่อไปก็เป็นตัวเลขของภาคเอกชน บริษัท ภัทรธนกิจ ให้ตัวเลขการเติบโตไว้เพียง 3% ในขณะที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประเมินไว้ที่ 5% ผมเชื่อว่าธนาคารกรุงเทพ หรือธนาคารกสิกรไทย คงประมาณตัวเลขไว้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ไปค้นดู เพราะรวมๆ ตัวเลขที่ว่ามาก็มีให้เลือกตั้ง 9 ตัวเลขแล้ว เมื่อไรมีเวลาค่อยติดตามสะสมไว้ดูเล่นต่อไป
สำหรับท่านผู้อ่านที่อยากจะลองวิเคราะห์แข่งกับเขาบ้าง ก็ลองไปวิเคราะห์ดูครับว่า ประเทศไทยจะส่งออกได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกินกว่า 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ในอีก 4 เดือนที่เหลืออยู่ ถ้าจะทำให้การส่งออกโตขึ้นร้อยละ 7 ตามที่ผู้ว่าการ ธปท.คำนวณให้ทราบ หรือเกินกว่า 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าการส่งออกจะโตขึ้นร้อยละ 4.5 ตามการคำนวณของ สศค. ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเพียง 2 หน่วยงานที่บอกว่า ถ้าจะทำให้ตัวเลขโตขึ้นตามเป้าหมาย การส่งออกจะต้องโตเพิ่มขึ้นเท่าไรในอีก 4 เดือนที่เหลือก่อนสิ้นปี เพื่อชดเชยตัวเลขการส่งออกที่โตขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณ 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา คือ ต้องเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 21 ต่อเดือนทุกเดือนจนถึงสิ้นปี หรือถ้าจะให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ก็ต้องเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 ต่อเดือน ทุกเดือนจริงหรือไม่
ความจริงใครจะตั้งเป้าไว้เท่าไรก็ตาม แต่คนที่จะทำให้การส่งออกเป็นไปตามเป้า คือ ผู้ส่งออก แต่ประธานสภาผู้ส่งออกแห่งประเทศไทยคือ คุณไพบูลย์ พลสุวรรณา ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า สถานการณ์ส่งออกปีนี้เหลือเวลาทำการค้าอีก 4 เดือน แต่กลับมีสัญญาณแย่กว่าทุกปี เพราะยอดคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยทั้ง 52 หมวดลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างทุกๆ ปี ทั้งที่ตามปกติจะเป็นฤดูทำเงินของผู้ส่งออก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูซื้อขายเพื่อเตรียมสินค้าไปขายช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ จึงเป็นสัญญาณอันตรายและน่าเป็นห่วงของผู้ประกอบการส่งออกทั้งประเทศ
คุณไพบูลย์ได้วิเคราะห์สาเหตุหลักที่ทำให้คำสั่งซื้อสินค้าลดลงไว้น่าฟัง 3 เหตุผล คือ
1) วิกฤตเศรษฐกิจทั้งจากยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน
2) พฤติกรรมการนำเข้าเปลี่ยนเพราะเน้นการประหยัด ลดการสต๊อกสินค้าลง และ
3) ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
ผมว่าอย่าเสียเวลาตั้งเป้าอยู่เลยครับ รีบลงมาแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ปัญหานี้ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนดีกว่า ว่าจะสร้างดีมานด์เพิ่มขึ้นได้อย่างไร จะช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรมการส่งออกลงอย่างไร
ลำพังการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง ซึ่งทำให้รัฐเสียรายได้ปีละ 1.5 แสนล้านบาท คงไม่ช่วยให้ผู้ผลิตที่กำลังย่ำแย่ มีผลประกอบการขาดทุนอยู่รอดแน่นอน
ก่อนที่จะวิตกวิจารณ์เรื่องของการสร้างศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า ลองหาทางทำให้ผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อนมีชีวิตอยู่รอดไป จนถึงวันที่ต้องแข่งขันกับคนอื่นก่อนไม่ดีกว่าหรือครับ







