
ซอฟต์แวร์เถื่อน บ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติ
ปัญหาอาชญากรรมทางด้านเศรษฐกิจในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องน่ากังวลยิ่งขึ้นทุกที
ปัญหาอาชญากรรมทางด้านเศรษฐกิจในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องน่ากังวลยิ่งขึ้นทุกที โดยเฉพาะการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านซอฟต์แวร์ หรือที่เรียกว่า ซอฟต์แวร์เถื่อน ที่แต่ละปีพบเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว มูลค่าความเสียหายนั้น หากคิดเป็นตัวเลขก็อยู่ในระดับที่สามารถสั่นคลอน หรือบั่นทอนระบบเศรษฐกิจของชาติได้
ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 7 ในภาคพื้นทวีปเอเชียที่มีปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุด จากข้อมูลที่รวบรวมไว้ของ Business Software Alliance บริษัทจากต่างชาติ
หากมองในมุมของนักปราบปรามที่รับผิดชอบในด้านนี้ บทบาทนั้นต้องตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยที่ดูหน้างานโดยเฉพาะ คือ “กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” หรือ บก.ปอศ. ที่ตรงเข้ารับหน้าที่นี้
พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รอง ผบก.ปอศ. ที่พุ่งเป้าจับกุมการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านซอฟต์แวร์เถื่อน ระบุว่า ในช่วงครึ่งปี 2555 ตำรวจจาก บก.ปอศ. มุ่งเน้นมาที่องค์กรธุรกิจต่างๆ หลายชนิดที่มีการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนเพื่อปฏิบัติงาน เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้ถือว่าเป็นองค์กรธุรกิจที่ทำหวังผลกำไร แต่กลับใช้ทางลัดในการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ที่ผ่านมาตำรวจดำเนินคดีกับองค์กรธุรกิจต่างๆ ไปแล้ว 91 แห่งในรอบครึ่งปีแรก มูลค่าความเสียหายที่พบมากถึง 174 ล้านบาท และจากนี้จะยิ่งมุ่งเน้นปราบปรามให้หนักมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
รอง ผบก.ปอศ. เปิดเผยว่า นับจากนี้ตำรวจ บก.ปอศ.จะมุ่งเน้นจับกุมปราบปรามละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เถื่อนบนเครื่องคอมพิวเตอร์ในภาคธุรกิจเน้นไป 2 กลุ่ม
“อันดับแรก กลุ่มบริษัทที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ และสองคือ กลุ่มผู้ค้าปลีกที่จำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ซอฟต์แวร์ คราแรกจะเน้นเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงแผนงานปราบปรามและโทษภัยที่จะได้รับหากใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนผิดกฎหมาย เพื่อเป็นการแจ้งเตือนไปก่อน แต่หากยังละเมิดอยู่ก็ต้องจับดำเนินคดี”
ในองค์กรภาคธุรกิจที่ บก.ปอศ.เน้นย้ำว่า หากใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนก็เท่ากับเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติเข้าไปด้วย จุดนี้เองที่ต้องเร่งประชาสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้น เพื่อให้มีการใช้หลักธรรมาภิบาลขององค์กรธุรกิจในด้านนี้มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
เหตุที่ บก.ปอศ.ต้องมุ่งเน้นไปทางองค์กรธุรกิจในด้านการปราบปรามให้มากขึ้นนั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์บนเครื่องพีซีในอัตราที่สูง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมในภาคการผลิต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และออกแบบตกแต่ง ซึ่ง บก.ปอศ.เล็งเป้าหมายไปที่โรงงานกว่า 1,200 แห่ง บริษัทผู้ส่งออก 600 แห่ง รวมทั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างและออกแบบตกแต่งประเภทธุรกิจละ 350 แห่ง นอกจากนี้ยังจะขยายผลไปถึงผู้ซื้อและผู้ขายซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วประเทศอีกด้วย
ไม่ต่างจากกันนักในฐานะผู้บริโภค คือ ประชาชนทั่วไป หากเข้าไปใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนก็อาจจะมีอันตรายตามมาได้ไม่ต่างจากภาคธุรกิจ เฉกเช่นกับปัญหาการถูก “แฮก” ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของตัวเอง ทำให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทองหลายเหตุการณ์ล้วนแล้วแต่มาจากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ขาดการป้องกันที่เพียงพอ
พ.ต.อ.ชัยณรงค์ ย้ำอีกว่า มีความเข้าใจดีว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ หรือการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบอื่นๆ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปบนท้องถนน แต่ทั้งนี้แล้วงานป้องปรามและปราบปรามก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน ดังนั้นต้องมุ่งเน้นปฏิบัติงานให้เห็นผลสัมฤทธิ์ชัดเจน
“ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ข้ามชาติ แต่ยังกระทบการสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ของไทย อันเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ” รอง ผบก.ปอศ.ทิ้งท้าย
ตามข้อมูลของ บก.ปอศ. ประเทศไทยดำเนินการจัดการกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาได้เป็นอย่างดีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากความร่วมมือของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ทำให้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์บนเครื่องพีซีลดลงจาก 80% ในปี 2549 ลงมาเหลือ 72% ในปี 2554 และหวังต่อเนื่องให้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านซอฟต์แวร์มีตัวเลขเป็นศูนย์
ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่หากได้ความร่วมมืออย่างแข็งขันระหว่างภาคธุรกิจ ประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทั้งหมดจะผสานเป็นพลังร่วมผ่าทางตันหาทางออก ไขปัญหานี้ได้ในอนาคต







