
เรื่องเล่าหลังโลงของ....จ่าเพียร (จบ)
เมื่อ
“จ่าเพียร” ได้กลับมาทำหน้าที่ที่ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา สิ่งแรกที่ทำคือการเดินเท้าลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อสนับสนุนงานมวลชนสัมพันธ์สร้างความอบอุ่นใจให้กับชาวบ้าน ขณะเดียวกันกลุ่มโจรใต้ในพื้นที่ก็เริ่มสั่นสะท้านเมื่อได้ยินชื่อ “จ่าเพียร”อีกด้านก็ได้เรียกทีมงานในพื้นที่ซึ่งมีความรักและศรัทธา ซึ่งเคยร่วมงานกันมาในอดีตกลับมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่อีกครั้ง ออกไล่ล่ากลุ่มโจรใต้จนความรุนแรงลดลง
หลายครั้ง
“จ่าเพียร” ต้องควักเงินส่วนตัวเพื่อนำไปใช้จ่ายเพื่อการข่าวและงานมวลชนสัมพันธ์ เพราะ “จ่าเพียร” ไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ไปแสวงหาเงินมาสนับสนุนภารกิจของตำรวจเหมือนกับนายตำรวจบางคน ที่ชอบฉวยโอกาสอ้างว่าต้องหาเงินมาเลี้ยงลูกน้อง แต่ส่วนใหญ่เก็บไว้เอง มีเพียงบางส่วนที่เจียดให้กับลูกน้องมีอยู่ครั้งหนึ่ง
“สายข่าว” เดือดร้อนต้องใช้เงิน แต่ช่วงนั้น “จ่าเพียร” ไม่มีเงินสดติดตัวเพียงพอที่จะช่วยได้ แต่ท่านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย “จ่าเพียร” ตัดสินใจนำปืนที่มีอยู่ไปขาย แล้วก็นำเงินจำนวนนั้นไปมอบให้กับ “สายข่าว” คนดังกล่าว โดยไม่เคยคิดจะได้เงินนั้นคืนด้วยการทำงานที่ทุ่มเทโดยไม่เคยคิดที่จะนำ
“ผลงาน” ไปร้องขอความดีความชอบจากใคร แต่กลับต้องมีเรื่องในทำนองนี้มา กวนใจ “จ่าเพียร” โดยเฉพาะหน่วยงานบางหน่วยที่ไม่เคยมาร่วมหัวจมท้ายเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยแต่พอทีมงานของ
“จ่าเพียร” สามารถปลิดชีพโจรใต้ได้ ก็จะมาขอมีชื่อร่วมในปฏิบัติการด้วย เพื่อจะได้มีผลงานนำไปเสนอ “นาย” อย่างไม่รู้สึกเคอะเขิน ซึ่ง “จ่าเพียร” ก็ไม่เคยปฏิเสธคำขอ แต่ก็อดที่จะนึกสะอิดสะเอียนกับพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้ปฏิบัติการของ
“จ่าเพียร” เป็นที่เลื่องลือว่าไม่เคยทำให้ผิดหวัง จนบางครั้งแค่รถของ “จ่าเพียร” วิ่งออกจากโรงพัก ก็จะมีรถพร้อมกำลังของหน่วยงานบางหน่วยรีบขับรถไล่กวด โดยหวังจะขอมีชื่อร่วมในปฏิบัติปราบโจรใต้กับ “จ่าเพียร” ด้วยอย่างหน้าตาเฉยที่หนักไปกว่านั้นก็คือ หน่วยงานบางหน่วยงานได้ประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห้ามไม่ให้
“จ่าเพียร” ออกปฏิบัติการนอกพื้นที่บันนังสตา เพราะทำให้ “หน่วยงานบางหน่วย” เสียหน้า ที่ “จ่าเพียร” ข้ามพื้นที่เข้าไปปฏิบัติการปราบโจรใต้เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่
“จ่าเพียร” นำชุดปฏิบัติการไปยังพื้นที่เป้าหมาย เตรียมที่จะเข้าโจมตีกลุ่มโจร ก็มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของ “จ่าเพียร” ขอมีชื่อร่วมในปฏิบัติการด้วย สร้างความหงุดหงิดใจให้กับ “จ่าเพียร” เป็นอย่างมาก จึงตอบปลายสายกลับไปว่า “รอให้กูยิงก่อนแล้วค่อยมา” ก่อนจะตัดสายทิ้งไปหลายเรื่องหลายราวที่ทับถมเข้าใส่
“จ่าเพียร” ในวัยใกล้เกษียณ กอปรกับอยากจะทำให้ครอบครัวสบายใจกับช่วงเวลาสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชีวิตราชการ ความคิดที่จะย้ายออกจากพื้นที่จึงเริ่มเข้ามาวนเวียนอยู่รอบตัวแต่ด้วยกิตติศัพท์ที่เลื่องลือ หากอยากเติบใหญ่ ต้องรู้จัก เข้าหลังบ้าน เพื่อไปหา คุณนาย ทำตามเงื่อนไขเพียงข้อเดียว รับรองว่าจะได้
“ดั่งสมใจนึก” ความหวังของ “จ่าเพียร” จึงดับวูบลง เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปตอบสนองเงื่อนไขของ “คุณนาย”ก่อนที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว จะเป็นเหมือนตะเกียงนำทางส่องความหวังให้กับ
“จ่าเพียร” ที่จะได้ย้ายไปประจำที่ สภ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อเป็นของขวัญตอบแทนความเหนื่อยยากที่ “จ่าเพียร” ทำให้กับแผ่นดินนี้มาตลอด 40 ปีสุดท้าย
“ความหวัง” ก็ต้องดับวูบลง เมื่อชื่อของ “จ่าเพียร” ถูกถอดออกจากโผโยกย้าย ด้วยเหตุผลว่า ให้จ่าเพียร ก็เสียโควตาไปเปล่าๆเป็นเหตุผลที่ เสียดแทง ทะลุทั้ง 4 ห้องหัวใจของ
“จ่าเพียร” ต้องนอนน้ำตาตกใน แต่ก็ไม่เคยท้อใจกับชะตาที่ฟ้าไม่ได้กำหนด ตรงกันข้าม “จ่าเพียร” กลับทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า ซึ่ง ร.ต.ท.ธาม ลอยสะเทื้อน ผู้หมวดหนุ่มคู่ใจ เดาใจผู้เป็นนายว่า “ผกก.เพียร” คงต้องการจะประชด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรที่ “จ่าเพียร” รักมากที่สุดในชีวิต แต่กลับยัดเยียด ความเจ็บปวด ให้เป็นสิ่งตอบแทนคุณงามความดีที่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตน่าเสียดาย
“จ่าเพียร” มีช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ในการถ่ายทอดความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเคยรู้ แต่การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “จ่าเพียร” จะไม่สูญเปล่าแน่นอน...






