
ศึกสามเส้า ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้
ในรอบเดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นในโลกของเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การต่อต้านรัฐบาลสหรัฐ
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
ในรอบเดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นในโลกของเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การต่อต้านรัฐบาลสหรัฐกรณีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านยูทูบของชาวอเมริกันที่ถูกกลุ่มประเทศมุสลิมทั่วโลกกล่าวหาว่าเป็นการดูหมิ่นศาสนาอิสลามและลามปามกลายเป็นเหตุถล่มสถานทูตสหรัฐในลิเบียที่ทำให้เอกอัครราชทูตสหรัฐและเจ้าหน้าที่รวมทั้งหมด 4 คนเสียชีวิต ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีต้นเหตุจากศาสนาเป็นสำคัญ
อีกเหตุการณ์ที่มีความสำคัญและมีนัยทางการเมืองไม่แพ้เหตุการณ์แรก ได้แก่ กรณีพิพาทการอ้างกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะบริเวณทะเลจีนตะวันออกระหว่างญี่ปุ่นกับจีน และข้อพิพาททางประวัติศาสตร์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ข้อพิพาทของทั้งสามประเทศถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสามประเทศเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ในเอเชียที่ไทยยังต้องพึ่งพา และถ้าผลของความขัดแย้งบานปลายไปจนถึงขั้นมีการใช้กำลัง ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีข้อขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ โดยสรุปมีสาเหตุมาจาก 3 ประการ ได้แก่ 1) ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา 2) ความต้องการในแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยก๊าซธรรมชาติและการขยายกรรมสิทธิ์ในดินแดนใหม่ๆ และ 3) การเชื่อมโยงระหว่างการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง เข้ากับความขัดแย้งทางดินแดน
เราต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงว่า ช่วงปี 1931 ญี่ปุ่นได้แผ่อิทธิพลทางการทหารเข้ารุกรานและยึดดินแดนของจีนทางตอนเหนือที่เรียกว่า “แมนจูเรีย” เป็นเมืองหุ่นเชิด และอีกครั้งระหว่างปี 1941-1943 ญี่ปุ่นเปิดปฏิบัติการรุกรานจีนครั้งใหญ่อีกครั้งและพยายามยึดประเทศจีน (ขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผู้นำ เจียงไคเช็ก) ทั้งประเทศให้อยู่ภายใต้อาณัติของตนเอง ขณะเดียวกันก็รุกรานเกาหลีใต้และมีการบังคับสตรีชาวเกาหลีไปเป็นทาสรับใช้และเครื่องมือระบายอารมณ์ทางเพศของทหารญี่ปุ่นอย่างไร้ซึ่งมนุษยธรรม ทั้งจีนและเกาหลีใต้ได้รับรอยแผลขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับความสูญเสียทั้งชีวิตผู้คนและทรัพย์สินมากมายมหาศาลจากฝีมือของญี่ปุ่น และกลายเป็นความบาดหมางที่ยากจะลบเลือนจากความทรงจำของอีก 2 ประเทศได้โดยง่าย
จากข้อเท็จจริงที่ถูกนำเสนอผ่านโดยหนังสือพิมพ์วอลสตรีตเจอร์นัล พบว่าผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่น (รวมทั้งองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี 1965-2010) ได้ขอโทษอย่างเป็นทางการหลายครั้งต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของญี่ปุ่นกับจีนและเกาหลีใต้ แต่ดูเหมือนว่าการขอโทษและการชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้รับการตอบสนองจากอีก 2 ประเทศเท่าไรนัก มิหนำซ้ำยังคงมีการเรียกร้องโดยเพิ่มเงื่อนไขข้อเรียกร้องมากยิ่งขึ้นกว่าเก่าจนทำให้ขบวนการชาตินิยมในญี่ปุ่นเคลื่อนไหวเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลดำเนินการแข็งข้อกับอีก 2 ประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นักการเมืองคนสำคัญของญี่ปุ่นต่างตระหนักดีว่าถ้าพวกเขามีท่าทีแข็งข้อและไม่ยอมอ่อนข้อให้จีนและเกาหลีใต้อีกต่อไป โอกาสที่พวกเขาจะได้รับการเลือกตั้งให้เข้าไปบริหารประเทศจะสูงกว่า ผู้นำคนสำคัญของญี่ปุ่นที่นิยมความรุนแรงและการใช้กำลังทหาร เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ผู้ซึ่งกำลังต้องการจะกลับมาเป็นผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่นับรวมผู้นำทางความคิดและบรรดานักการเมืองท้องถิ่นระดับผู้ว่าการเมืองใหญ่ๆ อีกหลายคนที่สนับสนุนมาตรการทุกมาตรการที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่จีนและเกาหลีใต้ในเรื่องของความสัมพันธ์อีกต่อไป
เมื่อถามว่าโอกาสที่ประเทศทั้งสามประเทศจะลงเอยด้วยการใช้กำลังทหารมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าพิจารณาภาพรวมจะเห็นว่าทั้งจีนและเกาหลีใต้ต่างยังมีท่าทีแข็งข้อไม่ยอมญี่ปุ่น ล่าสุดจีนได้ส่งเรือรบออกมาลาดตระเวนบริเวณทะเลจีนตะวันออก ขณะที่เกาหลีใต้ก็ทำเช่นเดียวกัน แต่ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจแล้วจะเห็นว่าญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 1 ของจีน ขณะที่จีนเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่น ขณะที่เกาหลีใต้พยายามจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งด้านเศรษฐกิจแทนที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นในเอเชีย ถ้ามองในมุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศแล้วจะเห็นว่าทั้งจีนและญี่ปุ่นคงไม่อยากที่จะทำสงครามต่อกันอย่างแน่นอน เพราะจะกระทบต่อมิติด้านความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ ยกเว้นเกาหลีใต้ซึ่งอาจจะต้องการเห็นอีก 2 ประเทศรบกัน เพราะตนเองจะได้มีโอกาสชิงความได้เปรียบด้านการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในเอเชีย
เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจของโลก ซึ่งกำลังอยู่ในสภาวะถดถอย จะเห็นว่าทั้งสามประเทศคงจะไม่ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าใส่กัน เพราะจะทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคย่ำแย่ลงไปอีกหลังจากที่ต้องหาทางเยียวยาและอยู่รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป
ทว่า นับแต่นี้ไปท่าทีของผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นต่อกรณีความขัดแย้งกับจีนและเกาหลีใต้คงจะเห็นความแข็งกร้าวและการไม่โอนอ่อนผ่อนตามอีก 2 ประเทศมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันจากการเมืองภายในเอง และช่วงระยะเวลาของการก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งของญี่ปุ่น ซึ่งบรรดานักการเมืองจำเป็นต้องเอาใจฐานคะแนนจากประชาชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นผู้เขียนขออนุญาตฟันธงว่า สงครามระหว่าง 3 ประเทศจะไม่เกิดขึ้น ภาพที่เห็นเป็นเพียงการเรียกร้องคะแนนเสียงทางการเมือง แต่สิ่งที่น่าห่วงสำหรับคนไทยก็คือ การยังคงมีนักการเมืองที่ไม่เก่งเชิงบริหาร การเกิดทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลไทยในโครงการใหญ่ๆ และปัญหาใกล้ตัวที่สุดก็คือ เรื่องของการบริหารจัดการการเกิดน้ำท่วม







