
แบงก์ชาติแย้มค่าเงินป่วนอาจขาดทุนเพื่อชาติ
“ประสาร” ย้ำยอมขาดทุนเพื่อชาติ เหตุค่าเงินผันผวนหนัก ธปท.ดูดเงินจากระบบ อาจทำให้ขาดทุน
“ประสาร” ย้ำยอมขาดทุนเพื่อชาติ เหตุค่าเงินผันผวนหนัก ธปท.ดูดเงินจากระบบ อาจทำให้ขาดทุน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เขียนบทความในหนังสือพระสยาม วารสารภายในของ ธปท. ว่า เมื่อมีเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมากเกินไป หาก ธปท.ไม่ดูแลปริมาณเงินจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ดังนั้นจำเป็นต้องออกพันธบัตร ธปท.มาดูดเงินบาทออกไป ทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 34% ขณะที่ดอกเบี้ยรับจากการนำเงินเหรียญสหรัฐไปลงทุนซื้อพันธบัตรสหรัฐได้ไม่เกิน 0.251%
“คำถามคือ การขาดทุนนี้น่ากังวลหรือไม่ ผมว่าประเด็นสำคัญคือ ต้องเอาประเทศชาติให้รอดก่อน ส่วนการขาดทุนก็ค่อยหาทางแก้ได้” นายประสาร ระบุ
“เมื่อเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ย่อมทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเงินเฟ้อ อันจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษบกิจและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ธปท.จึงต้องเข้าดูดเงินออกจากระบบ ด้วยการออกพันธบัตรธปท.และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 34% ขระที่ดอกเบี้ยรับจากการนำเงินเหรียญสหรัฐไปลงทุนซื้อพันธบัตรสหรัฐได้ไม่เกิน 0.251% คำถามคือ การขาดทุนนี้น่ากังวลหรือไม่ ผมว่าประเด็นสำคัญคือ ต้องเอาประเทศชาติให้รอดก่อน ส่วนการขาดทุนก็ค่อยหาทางแก้ได้” นายประสารกล่าว
ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพระสยาม วรสารภายในของธปท.เพื่อทำความเข้าใจกับพนักงานธปท.เรื่องทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2554 ธปท.ขาดทุนสะสมประมาณ 2 แสนล้านบาท และมีส่วนทุนติดลบ 3 แสนกว่าล้านบาท สาเหตุสำคัญการขาดทุนมาจากการทำหน้าที่ของ ธปท. ในฐานะธนาคารกลาง อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจน คือ หน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้กระเทือนเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และส่วนหนึ่งเพราะความผิดปกติของระบบการเงินระหว่างประเทศของโลก ที่มีการผ่อนคลายการดำเนินนโยบายการเงินแบบสุดขั้ว ลดดอกเบี้ยลงในระดับต่ำ ทำให้มีเงินไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยราวกับน้ำท่วม
“เมื่อเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ย่อมทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเงินเฟ้อ อันจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษบกิจและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ธปท.จึงต้องเข้าดูดเงินออกจากระบบ ด้วยการออกพันธบัตรธปท.และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 34% ขระที่ดอกเบี้ยรับจากการนำเงินเหรียญสหรัฐไปลงทุนซื้อพันธบัตรสหรัฐได้ไม่เกิน 0.251% คำถามคือ การขาดทุนนี้น่ากังวลหรือไม่ ผมว่าประเด็นสำคัญคือ ต้องเอาประเทศชาติให้รอดก่อน ส่วนการขาดทุนก็ค่อยหาทางแก้ได้” นายประสารกล่าว
นายประสาร กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ที่ ธปท.กำลังดำเนินการเพื่อลดการขาดทุนนั้น ได้รับการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินสกุลต่างประเทศออกจากระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งผลพลอยได้ คือ ทำให้นักธุรกิจไทยมีความรู้และความตื่นตัวในเรื่องการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ธปท.ยังพยายามเพิ่มความหลากหลายของสกุลเงินที่เก็บเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสกุลเงินอื่นอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเหรียญสหรัฐและยูโร อันจะนำไปสู่การขาดทุนลดลง
นางสุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนมากขึ้น ธปท.มีการทยอยปรับลดการถือครองเงินตราต่างประเทศในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี เช่น การปรับมาถือครองเงินเหรียญออสเตรเลีย บ้างแล้ว แต่สัดส่วนยังไม่มาก รวมถึงถือในสกุลอื่นๆ เพิ่มเติมอีกหลายสกุลด้วย เพราะต้องกระจายความเสี่ยง แต่สัดส่วนสกุลหลักที่ถือยังอยู่ในสกุลหลัก 4 สกุล คือ เงินเหรียญสหรัฐ ปอนด์ ยูโร และเยน
“เรื่องการดูแลความเสี่ยงทุนสำรอง และการแก้ไขขาดทุนของธปท. คณะทำงานแก้ไขการขาดทุนเราก็พยายามจะสรุปแนวทางการแก้ไขภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ เพื่อให้บอร์ด ธปท.พิจารณาต่อไปซึ่งแนวทางก็อยู่ในกรอบ การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และกระจายความเสี่ยง ตอนนี้แผนงานเสร็จหมดแล้วเหลือแต่คุณคณิต แสงสุพรรณ ประธานคณะทำงานจะไปคุยกับท่านประธานฯ วีรพงษ์ รามางกรู” นางสุชาดา กล่าว
นางสุชาดา กล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ เน้นการมีประสิทธิภาพของนโยบายดูจังหวะในการดำเนินการเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ในระดับปกติ จึงสามารถปรับขึ้นหรือลดลงก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งกลไกลดอกเบี้ยไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะทำให้ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องลดลงตาม เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ธนาคารบางแห่งแข่งกันขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ ฉะนั้น การทำนโยบายอาจจะใช้วิธีอื่นควบคู่ก็ได้
ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐหรือคิวอี 3 มีผลให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคและไทยบ้างแล้ว โดยเข้ามาทั้งหุ้นและพันธบัตร แต่ยังน้อยกว่าที่ไหลเข้าพันธบัตรในมาเลเซีย เพราะเศรษฐกิจมาเลเซียเปิดและตลาดพันธบัตรมีความลึกและกว้างมากกว่า โดยตลาดพันธบัตรไทยมีเงินไหลเข้าแค่หลักพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินทุนไหลเข้ามีผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างประมาณ 0.5% นับตั้งแต่มีการประกาศจะทำคิวอี 3 และถ้าเทียบค่างเนบาทตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้น 2.22.3% อยู่ในระดับเดียวกับสกุลในภูมิภาค คาดว่าเงินทุนไหลเข้าจากคิวอี 3 ไม่น่าจะมีจำนวนมากเท่ากับคิวอี 1 และคิวอี 2







