posttoday
แบงก์ชาติแย้มค่าเงินป่วนอาจขาดทุนเพื่อชาติ

แบงก์ชาติแย้มค่าเงินป่วนอาจขาดทุนเพื่อชาติ

24 กันยายน 2555

“ประสาร” ย้ำยอมขาดทุนเพื่อชาติ เหตุค่าเงินผันผวนหนัก ธปท.ดูดเงินจากระบบ อาจทำให้ขาดทุน

“ประสาร” ย้ำยอมขาดทุนเพื่อชาติ เหตุค่าเงินผันผวนหนัก ธปท.ดูดเงินจากระบบ อาจทำให้ขาดทุน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เขียนบทความในหนังสือพระสยาม วารสารภายในของ ธปท. ว่า เมื่อมีเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมากเกินไป หาก ธปท.ไม่ดูแลปริมาณเงินจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ดังนั้นจำเป็นต้องออกพันธบัตร ธปท.มาดูดเงินบาทออกไป ทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 34% ขณะที่ดอกเบี้ยรับจากการนำเงินเหรียญสหรัฐไปลงทุนซื้อพันธบัตรสหรัฐได้ไม่เกิน 0.251%

“คำถามคือ การขาดทุนนี้น่ากังวลหรือไม่ ผมว่าประเด็นสำคัญคือ ต้องเอาประเทศชาติให้รอดก่อน ส่วนการขาดทุนก็ค่อยหาทางแก้ได้” นายประสาร ระบุ

“เมื่อเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ย่อมทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเงินเฟ้อ อันจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษบกิจและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ธปท.จึงต้องเข้าดูดเงินออกจากระบบ ด้วยการออกพันธบัตรธปท.และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 34% ขระที่ดอกเบี้ยรับจากการนำเงินเหรียญสหรัฐไปลงทุนซื้อพันธบัตรสหรัฐได้ไม่เกิน 0.251% คำถามคือ การขาดทุนนี้น่ากังวลหรือไม่ ผมว่าประเด็นสำคัญคือ ต้องเอาประเทศชาติให้รอดก่อน ส่วนการขาดทุนก็ค่อยหาทางแก้ได้” นายประสารกล่าว

ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพระสยาม วรสารภายในของธปท.เพื่อทำความเข้าใจกับพนักงานธปท.เรื่องทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2554 ธปท.ขาดทุนสะสมประมาณ 2 แสนล้านบาท และมีส่วนทุนติดลบ 3 แสนกว่าล้านบาท สาเหตุสำคัญการขาดทุนมาจากการทำหน้าที่ของ ธปท. ในฐานะธนาคารกลาง อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจน คือ หน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้กระเทือนเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และส่วนหนึ่งเพราะความผิดปกติของระบบการเงินระหว่างประเทศของโลก ที่มีการผ่อนคลายการดำเนินนโยบายการเงินแบบสุดขั้ว ลดดอกเบี้ยลงในระดับต่ำ ทำให้มีเงินไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยราวกับน้ำท่วม

“เมื่อเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ย่อมทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเงินเฟ้อ อันจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษบกิจและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ธปท.จึงต้องเข้าดูดเงินออกจากระบบ ด้วยการออกพันธบัตรธปท.และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 34% ขระที่ดอกเบี้ยรับจากการนำเงินเหรียญสหรัฐไปลงทุนซื้อพันธบัตรสหรัฐได้ไม่เกิน 0.251% คำถามคือ การขาดทุนนี้น่ากังวลหรือไม่ ผมว่าประเด็นสำคัญคือ ต้องเอาประเทศชาติให้รอดก่อน ส่วนการขาดทุนก็ค่อยหาทางแก้ได้” นายประสารกล่าว

นายประสาร กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ที่ ธปท.กำลังดำเนินการเพื่อลดการขาดทุนนั้น ได้รับการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินสกุลต่างประเทศออกจากระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งผลพลอยได้ คือ ทำให้นักธุรกิจไทยมีความรู้และความตื่นตัวในเรื่องการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ธปท.ยังพยายามเพิ่มความหลากหลายของสกุลเงินที่เก็บเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสกุลเงินอื่นอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเหรียญสหรัฐและยูโร อันจะนำไปสู่การขาดทุนลดลง

นางสุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนมากขึ้น ธปท.มีการทยอยปรับลดการถือครองเงินตราต่างประเทศในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี เช่น การปรับมาถือครองเงินเหรียญออสเตรเลีย บ้างแล้ว แต่สัดส่วนยังไม่มาก รวมถึงถือในสกุลอื่นๆ เพิ่มเติมอีกหลายสกุลด้วย เพราะต้องกระจายความเสี่ยง แต่สัดส่วนสกุลหลักที่ถือยังอยู่ในสกุลหลัก 4 สกุล คือ เงินเหรียญสหรัฐ ปอนด์ ยูโร และเยน

“เรื่องการดูแลความเสี่ยงทุนสำรอง และการแก้ไขขาดทุนของธปท. คณะทำงานแก้ไขการขาดทุนเราก็พยายามจะสรุปแนวทางการแก้ไขภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ เพื่อให้บอร์ด ธปท.พิจารณาต่อไปซึ่งแนวทางก็อยู่ในกรอบ การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และกระจายความเสี่ยง ตอนนี้แผนงานเสร็จหมดแล้วเหลือแต่คุณคณิต แสงสุพรรณ ประธานคณะทำงานจะไปคุยกับท่านประธานฯ วีรพงษ์ รามางกรู” นางสุชาดา กล่าว

นางสุชาดา กล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ เน้นการมีประสิทธิภาพของนโยบายดูจังหวะในการดำเนินการเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ในระดับปกติ จึงสามารถปรับขึ้นหรือลดลงก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งกลไกลดอกเบี้ยไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะทำให้ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องลดลงตาม เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ธนาคารบางแห่งแข่งกันขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ ฉะนั้น การทำนโยบายอาจจะใช้วิธีอื่นควบคู่ก็ได้

ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐหรือคิวอี 3 มีผลให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคและไทยบ้างแล้ว โดยเข้ามาทั้งหุ้นและพันธบัตร แต่ยังน้อยกว่าที่ไหลเข้าพันธบัตรในมาเลเซีย เพราะเศรษฐกิจมาเลเซียเปิดและตลาดพันธบัตรมีความลึกและกว้างมากกว่า โดยตลาดพันธบัตรไทยมีเงินไหลเข้าแค่หลักพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินทุนไหลเข้ามีผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างประมาณ 0.5% นับตั้งแต่มีการประกาศจะทำคิวอี 3 และถ้าเทียบค่างเนบาทตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้น 2.22.3% อยู่ในระดับเดียวกับสกุลในภูมิภาค คาดว่าเงินทุนไหลเข้าจากคิวอี 3 ไม่น่าจะมีจำนวนมากเท่ากับคิวอี 1 และคิวอี 2


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท