
ผบช.น.สั่งคุมเข้มสกัดวินาศกรรมเมือง
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เปิดเผยว่า จากการประเมินด้านการข่าว เชื่อว่าจะมีการก่อเหตุในลักษณะเดียวกับเหตุคนร้ายยิงระเบิดอาร์พีจีด้านหลังกระทรวงกลาโหม เมื่อคืนวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมาอีก โดย ผบช.น. ได้มีหนังสือคำสั่งกำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ให้ครอบคลุมพื้นที่และเพิ่มความถี่มากขึ้น โดยจะเน้นการตรวจค้นอาวุธ วัตถุต้องสงสัย ป้องกันการก่อวินาศกรรม รวมทั้งรถยนต์สายตรวจจะต้องเปิดสัญญาณไฟวับวาบ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ต้องปรากฏกายให้เห็นเด่นชัด
ทั้งนี้ โดยเฉพาะในเส้นทางหลัก เส้นทางรอง และบริเวณสถานที่สำคัญต่างๆ ส่วนกำลังตำรวจปราบจลาจลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่การชุมนุม ให้เพิ่มความเข้มการตั้งจุดตรวจด้วยเช่นกัน และประสานกับตำรวจท้องที่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรับมือ หากกลุ่มผู้ชุมนุมจะดาวกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งปิดล้อมสถานที่ราชการ และแก้ไขปัญหามือที่ 3 ก่อเหตุความวุ่นวายร้ายแรง
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ว่า เหตุการณ์การลอบยิงระเบิดที่ถนนแพร่งภูธร หลังกระทรวงกลาโหม และที่สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี มีความเชื่อโยงกับกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะระดับแกนนำไม่มีเอกภาพ ไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติได้ จึงให้เพิ่มจุดตรวจให้เข้มข้นขึ้นทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร จาก 50 จุด เป็น 141 จุดทันที
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พบคราบเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ในตัวรถยนต์กระบะไฮลักซ์ วีโก้ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ตศ 9818 กทม. ซึ่งเป็นทะเบียนปลอม ภายในรถตรวจพบเครื่องยิงอาร์พีจี 1 กระบอก ระเบิดสังหารเอ็ม 67 จำนวน 3 ลูก ระเบิดปืนทอมสัน 1 กระบอก กระสุนปืน 11 มม. 20 นัด เสื้อแดง 2 ตัว เสื้อยืดคอกลมสีฟ้าด้านหลังสกรีนชื่อ สจ.คณะวัฒน์ อังสนานิวัฒน์ ประธานสภา อบจ. นครราชสีมา จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด คนร้ายเป็นชายสูงประมาณ 175180 ซม. ตัดผมรองทรง สวมหมวกแก๊ป กางเกงขายาวทรงทหาร รองเท้าหนังสีดำ สะพายกระเป๋า
เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ของสันติบาลและ ศปก.ตร. สรุปพบว่า กลุ่มผู้ชุมนุมยังมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา โดยพบว่ามีผู้หญิงร่วมชุมนุมสูงกว่าชาย แบ่งเป็นหญิง 60% ชาย 40% ช่วงอายุผู้ชุมนุมอยู่ระหว่าง 3050 ปีมีจำนวน 6070% อายุเกิน 50 ปี มีประมาณ 1015% อายุ 2030 ปี มีประมาณ 1015% เยาวชนและวัยรุ่นนี้เพียง 10% ส่วนใหญ่จากต่างจังหวัดที่กลับไปพักแล้วเดินทางกลับมาใหม่ มีหลายส่วนที่อยู่ใน กทม.และปริมณฑล กลุ่มนี้มาเย็นแล้วกลับตอนดึก
ทั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) ได้สั่งการชี้แจงตำรวจให้เข้าใจว่า ถ้ายังมีการชุมนุมยืดเยื้อเป็นหน้าที่ของตำรวจจะต้องดำเนินการตามภารกิจต่อไป จะต้องช่วยเหลือรัฐบาลและกองทัพในการดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งจะต้องมีภารกิจ 4 อย่าง คือ 1.ต้องดูแลและอยู่กับผู้ชุมนุมทุกวันคืนไม่ให้เกิดความเสียหาย และรักษาความสงบเรียบร้อย 2.เตรียมรับสถานการณ์ที่อาจจะมีการดาวกระจาย 3.เตรียมมาตรการหากมีการปิดล้อมสถานที่ ตำรวจทั้งหมดต้องมีความตื่นตัว 4.พร้อมแก้ปัญหารวมทั้งมาตรการในการป้องกันเหตุก่อกวนที่มือที่สามจะก่อเหตุร้ายแรงต่างๆ จากที่เราวิเคราะห์ไว้มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงอยู่







