
พาไทยพ้นภัย
โลกออกอาการเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และส่ออาการย่ำแย่มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ทำให้รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”
โลกออกอาการเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และส่ออาการย่ำแย่มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ทำให้รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”
ตื่นตัวกับปัญหานี้ จึงเป็นที่มาของการเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี
แต่ผลของการหารือที่ออกมา ดูเหมือนว่า ในที่ประชุมคงจะขาดข้อมูลสำคัญๆ ในหลายๆ เรื่อง จึงมีมติสำคัญเพียงการเร่งล้างท่อของสารพัดกองทุนและทุนหมุนเวียนด้านเศรษฐกิจ พร้อมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษเท่านั้น รวมเม็ดเงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการอัดฉีดอย่างไม่จำกัดจำนวนและไม่จำกัดเวลา พร้อมขยายระยะเวลาการใช้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 00.25% ออกไปถึงกลางปี 2558
มาตรการของรัฐบาลไทยที่ออกมาเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เร่งรัดการใช้เงินในส่วนที่ทำไม่ได้ และยังคงเดินหน้าใช้จ่ายเงินอย่างสบายมือ ไม่ได้คำนึงถึงผลที่ได้รับมากนัก เพียงแต่หวังว่าเม็ดเงินที่ออกมาสู่ระบบจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นบ้าง ทดแทนการส่งออกที่ทรุดลงอย่างมากได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูงมากๆ จึงต้องการแรงกระตุ้นมากกว่านี้
ในปีหน้า หลายประเทศดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดให้แน่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญมาตรการปรับขึ้นภาษีและลดรายจ่ายของสหรัฐ จะมีผลบังคับใช้พร้อมกันในช่วงต้นปี 2556 อาจจะเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วย
ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการใช้จ่ายบานเบอะ ไหนจะงบบริหารน้ำสูงถึง 3.5 แสนล้านบาท การลงทุนในด้านโครงสร้าง คาดว่าจะต้องกู้เงินมาใช้ลงทุนร่วม 2.2 ล้านล้านบาท รวมถึงการสานต่อนโยบายประชานิยมอีกหลายโครงการ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องตระหนักถึงปัญหาการจัดเก็บรายได้ อัตราภาษี ที่มีแนวโน้มลดลง ทั้งจากนโยบายลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 23% ในปีนี้เหลือ 20% และภาษีศุลกากรที่ต้องลดตามกติกาที่ตกลงกับเพื่อนบ้าน
ขนาดงบประมาณปีนี้ รัฐยังยอมรับว่าจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 3 หมื่นล้านบาท แล้วปีหน้าล่ะจะเก็บได้เท่าไร อย่ามัวแต่คิดจะกู้เงินอยู่ลูกเดียว
เราขอให้รัฐบาลคิดอย่างจริงจังถึงการดำเนินนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาว ไม่ใช่การกระตุ้นกำลังซื้อเพียงสั้นๆ ถึงเวลาที่ควรจะตัดนโยบายที่ไม่สำคัญหรือโครงการใดไม่เร่งด่วนก็ควรจะชะลอออกไปก่อน เพื่อที่จะบริหารเม็ดเงินงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่ามัวแต่ฝันหวานถึงรายได้จากการส่งออก รายได้จากการท่องเที่ยวจะดีขึ้น เพราะเมื่อโลกย่างก้าวเข้าสู่ช่วงไคลแมกซ์ขาลง เศรษฐกิจทุกประเทศคงจะย่ำแย่ ทั้งภาครัฐและเอกชนลดการจับจ่ายใช้สอย การเลื่อนการลงทุนโครงการใหญ่ๆ รวมถึงปัญหาว่างงานจะติดตามมาให้แก้ไข







