
น้ำใจ-น้ำหน้า
วันนี้คงจะต้องคุยกันเรื่องน้ำอีก หรืออาจจะต้องคุยกันไปอีกหลายคำรบ ด้วยเหตุที่ว่าน้ำฝนก็เทมาเรื่อย
โดย...เจษฏ์ โทณะวนิก
วันนี้คงจะต้องคุยกันเรื่องน้ำอีก หรืออาจจะต้องคุยกันไปอีกหลายคำรบ ด้วยเหตุที่ว่าน้ำฝนก็เทมาเรื่อย หนักบ้าง เบาบ้าง แต่บรรดาพื้นที่ทั้งหลายที่แค่ฝนเท ก็ยังพอทำเนา พื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมไปแล้ว และอาจจะโดนอีกระลอก สองระลอกนี่สิ ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะจะให้ไว้วางใจการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือจะให้พูดที่ถูก อาจจะต้องบอกว่า ถ้าจะให้ไว้ใจผู้ดูแลนโยบาย ก็คงจะลำบาก
ทำพิธีกรรมขอให้ฝนหยุด หรือขออย่าให้น้ำท่วม อาจจะไว้ใจได้มากกว่า
วันก่อนนั้น บรรดาพวกเราคนไทยคงจะได้เห็นกันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกางแผนที่ให้บรรดาข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการน้ำได้เห็นว่า การจะทำให้น้ำมันไหลไปตรงโน้นตรงนี้ หรือการที่จะเตรียมการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อราษฎรในทางที่เสียหาย หรือจะให้เสียหายน้อยที่สุดจะต้องเป็นอย่างไร เห็นเช่นนั้นประชาชนก็อุ่นใจกันได้บ้าง
แต่ว่ากันก็ว่ากันตามตรง แม้จะได้มีแนวทางที่ได้ทรงให้ไว้ แต่คนทำงานก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน เพราะหากถึงเวลาทำงานปรากฏว่าทำไม่ได้ เหมือนผู้จัดการทีมหรือผู้ฝึกสอนของนักกีฬา วางแผน และให้แนวทางไว้เป็นอย่างดี แต่พอลงสนามแข่ง นักกีฬากลับไปทำอะไรไม่รู้ แถมไม่พอ ทะเลาะกันเองอีก นี่จะให้ชนะเขามันก็คงจะลำบาก
ฉันใดก็ฉันนั้น หากพอถึงเวลาทำงานบริหารและจัดการน้ำ ต่างคนก็ต่างทำไป แถมไม่พอ ก็ทะเลาะกันอีก ประชาชนก็คงจะต้องนั่งรอคอยน้ำท่วมคอได้เลย
ถ้าปรากฏว่าปีนี้ น้ำไม่ท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร บรรดาท่านทั้งหลายที่นั่งยัน ยืนยัน นอนยัน ว่า ไม่ท่วมแน่ ผมรู้ ดิฉันรู้ จะรับความน่าเชื่อถือไป ก็ใช่ที่ เพราะทั้งหลายทั้งปวง อย่าหาว่าดูถูก จะว่าผมก็ว่าได้ ไม่เป็นไร เพราะดูถูกก็ดีกว่าดูผิด เพราะนี่เรามองเรื่องการพิเคราะห์ ไม่ได้ดูเรื่องการว่ากัน การวางแผนทั้งหลายแทบไม่มี ไม่เห็นวางไว้ในระยะยาวได้เลย ทั้งๆ ที่เงินทองที่นำออกจากกระเป๋าหลวง ซึ่งก็คือเงินที่ประชาชนส่งให้เอาไปใส่ไว้ก็ไม่น้อย แต่ที่เห็นกัน ก็ไม่รู้เอาไปทำอะไร สุกเอาเผากิน ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เป็นน้ำเป็นเนื้อ
เห็นท่านทั้งหลายต่างก็ทำงานกันแล้ว จริงๆ ก็ชื่นใจ เพราะต่างก็แข็งขันกันน่าดู แต่ดูไปดูมากลายเป็นการแข่งกันทำงาน ไม่ใช่ว่าช่วยกัน แถมไม่พอ ที่ทำงานกันส่วนใหญ่แล้วทำด้วย “น้ำหน้า” ทั้งนั้น ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ด่าว่า แต่จะชี้ให้เห็นว่างานที่ทำกันทั้งหมด ทำเอาหน้า หรือไม่ก็ทำกลัวเสียหน้า และต่างก็อยากจะดู “น้ำหน้า” ซึ่งกันและกัน ว่าจะไปได้สักแค่ไหน สักกี่น้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความร่วมมือก็ไม่เกิด
ถ้าลองคิดใหม่ ใส่ใจกับประเด็นปัญหา และการช่วยกันพิจารณาสภาพปัญหา และช่วยกันหาทางแก้ โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เนื่องจากพวกเราก็คนไทยกันทุกคน ถ้าน้ำท่วมประเทศ ไม่ว่าจะส่วนไหนก็ท่วมคนไทยเช่นกัน และไม่ว่าน้ำท่วมที่ใด ถ้าเป็นคนไทยหวังดีต่อกันจริงๆ ก็คงจะไม่ต้องออกมาพูดในทำนองสะใจว่า “กรูบอกมรึงแล้ว ไม่เชื่อกรู แล้วเป็นยังไงล่ะ” เพราะการพูดเช่นนี้ มันไม่ใช่สม “น้ำหน้า” คนที่ทำผิดพลาดเท่านั้น แต่ที่สำคัญไปกว่า คือ มันกลายเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย
หากเราหันมาคิดกันเสียใหม่ อย่าเอา “น้ำหน้า” เป็นตัวหลัก แต่เอา “น้ำใจ” เป็นตัวนำ คิดอะไรก็ให้ใช้ “น้ำใจ” ต่อกัน เวลานี้พี่น้องคนไทยเราต่างก็ไม่มี “น้ำใจ” ต่อกัน คิดแต่จะเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น หรือถ้าจะพูดให้ถูก ก็ต้องไม่ใช่เหมาเอาคนไทยทั้งหมด แต่อาจจะเป็นบางพวก อย่างเช่นนักการเมืองทั้งหลาย
ไม่ว่าจะฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะส่วนกลางหรือท้องถิ่น ก็ต่างมี “น้ำใจ” ต่อกันได้ ในภาวะที่ประเทศกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน อย่าพึ่งไปหวังบรรเจิด ไปทำเรื่องไกลตัว จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Association of South East Asian Nations Economic Community – AEC) กันแล้ว ประเทศไทยควรจะทำอย่างไรดี นั่นก็อาจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าเรื่องใกล้ตัว เช่น การบริหารและจัดการน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล ยังทำไม่ได้ เป็นประชาคมหรือไม่เป็นประชาคม ใครเขาก็ไม่เหลียวแลประเทศไทยเรา นักลงทุนเขาก็ไม่สน คนที่จะเอาคนไทยไปทำโน่นทำนี่เขาก็ไม่เอา เพราะเราไม่มีน้ำยา
อย่าแสดงภาวะผู้นำด้วยการทะเลาะกัน หาเรื่องกัน หรือเอาแต่ “น้ำหน้า” เข้าห้ำหั่นกัน แต่ขอให้ใช้ “น้ำใจ” ในการทำงาน เรื่องเช่นน้ำท่วมนี้ แสดงให้เห็นจิตวิญญาณอันดี (spirit) ของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นได้ ว่าเมื่อเราร่วมใจ เรื่องเช่นนี้ ไม่ต้องแข่งกัน ร่วมมือกันได้ ไม่แย่งเสียงกันหรอก ประชาชนเขาเข้าใจ แต่ถ้าไม่ร่วมมือกัน นั่นแหละต้องแข่งแย่งเสียงกัน และสุดท้ายจะเสียกันทุกฝ่าย ลองคิดกันดู “น้ำหน้า” หรือ “น้ำใจ” อันไหนดี







