posttoday
กะเหรี่ยงบางกลอย-จระเข้ต้นน้ำเพชรฯ ชะตากรรมในผืนป่าแก่งกระจาน

กะเหรี่ยงบางกลอย-จระเข้ต้นน้ำเพชรฯ ชะตากรรมในผืนป่าแก่งกระจาน

22 กันยายน 2555

พอแม่เฒ่าจับเครื่องดนตรี เสียงพูดคุยภายในบ้านไม้ไผ่หลังย่อมก็เงียบลงทันที ยิ่งเมื่อเสียงเพลงภาษากะเหรี่ยงพรั่งพรูออกมายิ่งเหมือนร่ายมนต์

โดย...ภาสกร จำลองราช

พอแม่เฒ่าจับเครื่องดนตรี เสียงพูดคุยภายในบ้านไม้ไผ่หลังย่อมก็เงียบลงทันที ยิ่งเมื่อเสียงเพลงภาษากะเหรี่ยงพรั่งพรูออกมายิ่งเหมือนร่ายมนต์ ทำให้บรรยากาศยามค่ำกลางผืนป่าใหญ่ดูดึกสงัด มีเพียงเสียงเพลงและดนตรีของแม่เฒ่าขับกล่อมขุนเขาจนก้องไพร

ปะเกอกะเญอ (ชาวกะเหรี่ยง) ที่ร่วมวงสนทนา ไม่มีใครรู้ความหมายของเนื้อร้อง เพราะเป็นสำนวนโบราณที่ต้องให้ผู้รู้แปลความ แต่เมื่อดูจากสีหน้าและแววตาของชาวบ้านกว่า 30 คน ที่เหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์

แม้เป็นความสุขในช่วงสั้นๆ แต่ดูมีคุณค่าและความหมายมากสำหรับพวกเขา ปะเกอกะเญอ แห่งผืนป่าแก่งกระจาน บ้านโป่งลึกและบางกลอย (ใหม่) ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งกำลังเผชิญกับความผันผวนมากมายจนหาพื้นที่ความสุขแทบไม่เจอ

ชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึกอาศัยอยู่ที่นี่กันมานานกว่า 70 ปี ก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานฯ และการสร้างเขื่อนแก่งกระจาน ส่วนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยนั้นก็อยู่ร่วมกันมานาน แต่ในปี 2539 อุทยานฯ ได้ย้ายพวกเขา 57 ครอบครัวลงมาอยู่ในพื้นที่ติดกับบ้านโป่งลึก ซึ่งเป็นคนละฟากแม่น้ำเพชรบุรี แต่ก็ยังเรียกว่าหมู่บ้านบางกลอย (ล่าง)

กะเหรี่ยงบางกลอย-จระเข้ต้นน้ำเพชรฯ ชะตากรรมในผืนป่าแก่งกระจาน

 

การย้ายชาวบ้านบางกลอยเมื่อปี 2539 เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะไม่มีการวางแผนและการจัดการที่ดี เช่น การดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้านที่ถูกอพยพ ในที่สุดชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็ย้ายกลับไปอยู่แหล่งเดิม

กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ได้มีการขนชาวบ้านกลับมาอีกครั้ง และเป็นข่าวโด่งดัง เพราะมีเฮลิคอปเตอร์ของทางการตกติดๆ กัน 3 ลำ ท้ายที่สุดจึงมีเรื่องปูดออกมาว่าอุทยานฯ ไปใช้วิธีรุนแรงรื้อบ้านและเผายุ้งข้าวของชาวกะเหรี่ยงบางกลอย จนกลายเป็นเหตุแห่งอาถรรพ์

กว่า 16 ปีแล้ว ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ต้องมีชีวิตที่จมอยู่ในกองทุกข์ เพราะนอกจากถูกยื้อแย่งวิถีดั้งเดิมไปจากชีวิตแล้ว วิถีใหม่ที่ถูกยัดเยียดก็แทบไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย

บทเพลงกล่อมไพรของแม่เฒ่ากะเหรี่ยงยามนี้ จึงบาดลึกและสยบทุกเสียงในป่าเขาได้ชะงัด

“ผมเพิ่งได้รับแจ้งจาก อบต.มาว่าเขาจะย้ายพวกผมลงมาอยู่ข้างล่าง” ข่าวร้ายมาถึงหู มั่น เพชรมณี เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากที่ชาวบ้านที่เป็นตัวแทนองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียงไปร่วมประชุมที่จังหวัด

สีหน้าของปะเกอกะเญอหนุ่มไม่สู้ดี ชีวิตคนเล็กคนน้อยอย่างเขาไม่ค่อยจะมีทางเลือกนัก ยิ่งอาศัยอยู่ในป่าที่มีเจ้าใหญ่นายโตทำตัวเป็นเจ้าของ ก็ยิ่งทำให้ตัวเขาเล็กลงไปอีก

“ทางอุทยานฯ เขาแจ้งว่าพวกชาวบ้านยินดีย้ายลงมาอยู่ข้างล่าง” มั่น รู้สึกมึนงง เมื่อฟังคำบอกเล่าของ อบต. เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาถามเขาหรือญาติมิตรที่อยู่ด้วยกันเลย

มั่นและเพื่อนบ้านร่วมชะตากรรมอีก 9 ครอบครัว อาศัยอยู่เหนือหมู่บ้านโป่งลึกและหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ โดยพ่อและแม่ของมั่นเข้ามาปักหลักทำกินอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ตั้งแต่เขาอายุ 5 ขวบ

“พ่อผมอพยพมาจากห้วยตะเคโพมาอยู่ที่นี่ ซึ่งก็ถูก เพราะที่นั่นเป็นต้นน้ำ” มั่นเห็นดีเห็นงามและสนับสนุนการย้ายบ้านในครั้งนั้น แม้ยังเด็กอยู่ก็ตาม พ่อของเขาอาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนี้มานาน จึงรู้จักภูมิประเทศเป็นอย่างดี เขาได้พาครอบครัวและญาติพี่น้องมาบุกเบิกพื้นที่ทำกินผืนปัจจุบันเมื่อกว่า 40 ปีก่อน เมื่อพ่อเสียชีวิต มั่นและพี่น้องได้ร่วมกันทำมาหากินในที่ดินผืนนี้ต่อ

กะเหรี่ยงบางกลอย-จระเข้ต้นน้ำเพชรฯ ชะตากรรมในผืนป่าแก่งกระจาน

 

“ผมเคยได้ยินข่าวเหมือนกันว่าเขาจะย้ายเราลงมาเหมือนกับที่ย้ายชาวบ้านบางกลอย แต่ก็ไม่เคยมีใครมาถาม ถึงถาม ผมก็ไม่ไป เพราะไม่อยากไปเบียดเบียนคนอื่น แต่ถ้าเขาบังคับ เราก็ทำอะไรไม่ได้” มั่นเห็นบทเรียนจากการอพยพชาวบ้านบางกลอย ซึ่งอุทยานฯ ให้สัญญากับชาวบ้านว่าจะจัดหาที่ดินทำกินให้ครอบครัวละ 7 ไร่ และที่อยู่อาศัยอีก 1 ไร่ แต่พื้นที่หมู่บ้านบางกลอยใหม่กลับไปตั้งบนที่ดินทำกินของชาวบ้านโป่งลึก ชาวโป่งลึกได้แต่น้ำท่วมปาก ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เพราะด้านหนึ่งก็ญาติมิตร อีกด้านหนึ่งก็เจ้าใหญ่นายโต

นอกจากเบียดเบียนคนอื่นแล้ว อุทยานฯ ยังจัดสรรที่ดินให้ไม่ครบตามที่ได้สัญญาไว้ แถมยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง เพราะพื้นที่อยู่สูงกว่าแม่น้ำเพชรฯ มาก

เมื่อไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนในแบบเดิมได้ และระบบใหม่ก็ไม่มีการเกื้อหนุน แม้แต่ข้าวไร่ที่ปลูกไว้กินก็ไม่เพียงพอ ชาวบางกลอยบางส่วนจึงอพยพกลับขึ้นไปป่าด้านบน ซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่า ขณะที่มากกว่าครึ่งเลือกที่จะไปทำงานในเมือง

“เราอยู่กินกันอย่างพอเพียง เมื่อก่อนทำไร่หมุนเวียน เราปลูกข้าวพอกิน ไม่ต้องพึ่งข้างนอก และไม่ได้บุกรุกป่าเพิ่มขึ้นเลย แต่พอทำไร่หมุนเวียนไม่ได้ หน้าดินไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเก่า เราก็ไม่พอกิน” มั่นเล่าถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เครือข่ายกะเหรี่ยงจากภาคเหนือได้ร่วมกันบริจาคข้าวมาจุนเจือชาวบ้านที่นี่ เพราะกำลังจะไม่มีข้าวกินกันแล้ว

“สมัยก่อนเรายิงสัตว์เพื่อยังชีพ เอาเนื้อแห้งไปแลกเกลือแลกข้าวของที่จำเป็น เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว แต่เราก็พออยู่พอกินได้ ถ้าย้ายเราไปอยู่ที่อื่นแล้วจะอยู่กันอย่างไง เดี๋ยวก็เหมือนชาวบางกลอยอีก” มั่นยังจดจำบทเรียนของชาวบางกลอยได้ดี

พ่อของมั่นเป็นอดีตพรานใหญ่มือฉมังคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนท่องป่าของปู่คออี้ แม้เขาจะไม่ได้เรียนรู้วิชาพรานมาจากพ่อสักเท่าไหร่ แต่การอยู่กับป่าเขามาตั้งแต่เกิด ทำให้เขามีความรู้ความเชี่ยวชาญในผืนป่าเป็นอย่างดี ผมถามเขาเรื่องสิงสาราสัตว์ต่างๆ ในป่า เขาสามารถบอกได้หมดว่าป่าแถบไหนเสือชุม ป่าแถบไหนแรดชุม ช่วงไหนที่ช้างลงหรือโป่งไหนที่สัตว์ชอบมากิน

“ที่นี่ยังมีจระเข้อยู่ครับ สมัยเด็กผมจำได้ว่าเคยมีหมอจระเข้จากสมุทรปราการมาจับจระเข้ตัวโตๆ ได้ เดี๋ยวนี้ก็ยังมี แต่เขาอยู่ในที่ของเขา ผมเห็นอยู่บ่อยๆ เช้าๆ เขาชอบมาอ้าปากรับแสงแดด” มั่นสังเกตและพอเข้านิสัยของจระเข้อยู่บ้าง แต่เขาเลือกที่จะต่างคนต่างอยู่ “จระเข้ที่นี่ไม่เคยทำร้ายใคร เขาอยู่ของเขาอย่างนี้มานาน กินครั้งเดียวก็อยู่ได้ยาว มีแต่คนนอกเท่านั้นที่ชอบเข้าไปยุ่งกับเขา”

แม้มั่นไม่รู้ว่าจระเข้น้ำจืดแม่น้ำเพชรฯ เหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าคงจวนเจียนสูญพันธุ์เต็มที ซึ่งอุทยานฯ พยายามที่จะขยายพันธุ์ทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่สำเร็จ ถึงขนาดเคยคิดจะเอาจระเข้ตัวผู้จากที่อื่นมาปล่อย แต่ก็ยังรีๆ รอๆ อยู่

บางทีชะตากรรมของชาวบ้านกลุ่มนี้ก็อาจไม่ต่างกับจระเข้แม่น้ำเพชรฯ ซึ่งเวลาอาจจะเป็นผู้ชี้ขาดตัดสินว่าใครจะสาบสูญไปจากผืนป่าแก่งกระจานก่อนกัน

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ