
สู้น้ำเพื่อความปรองดอง
“ใครที่กลัวน้ำไม่ใช่คน” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาในเชิงเสียดสี เพราะโรคกลัวน้ำเป็นโรคเฉพาะของสัตว์บางจำพวก
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“ใครที่กลัวน้ำไม่ใช่คน” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาในเชิงเสียดสี เพราะโรคกลัวน้ำเป็นโรคเฉพาะของสัตว์บางจำพวก ซึ่งผู้เขียนก็แย้งว่าไม่ได้กลัวน้ำ แต่กลัวการบริหารจัดการน้ำ เพราะเท่าที่ติดตามข่าวก็เห็นแต่ความขัดแย้งของผู้บริหารและนักการเมืองจนไม่เชื่อว่าจะ “เอาอยู่” หรือไม่
คำอธิบายของผู้บริหารจัดการน้ำในฟากรัฐบาลที่อวดอ้างประสิทธิภาพว่ากระทำในรูปแบบ “ซิงเกิลคอมมานด์” ได้แต่ปลอบขวัญผู้คนว่า “ถ้าน้ำเป็นปกติก็เอาอยู่” นั่นคือถ้าน้ำมากเกินปกติก็ “เอาไม่อยู่” คล้ายกันกับผู้ดูแลน้ำในท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานครก็พูดเสียงอ่อยๆ ว่า ถ้าฝนตกไม่เกิน 60 มม.ต่อชั่วโมง ก็เอาอยู่ คือระบายน้ำได้ทัน แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็ต้องใจเย็นๆ ว่าจะต้องใช้เวลาระบายน้ำหรือสูบน้ำออกจากถนนและตรอกซอกซอยอีกพอสมควร
ครับ การสู้กับน้ำของประเทศไทยขึ้นอยู่กับ “ปริมาณน้ำ” ที่ไม่มีใครให้ความมั่นใจอะไรได้ ทั้งนี้เพราะเรากำลังฝืนสู้กับ “ธรรมชาติ” ที่มีพลังมหาศาลอย่างยิ่ง แทนที่จะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันหรือปรับชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้สอดคล้องกับความเป็นไปของธรรมชาติทั้งหลายนั้น
เมื่อครั้งที่ไปดูงาน (ไม่ใช่ไปดูฟุตบอลคู่แดงเดือดและอยู่กินแบบหรูๆ แบบสมาชิกสภาและสื่อผู้มีอภิสิทธิ์ยิ่งแห่งประเทศไทย) ณ ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย หรือ ปนป.รุ่นที่ 2 เมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เรื่องหนึ่งที่ไปดูก็คือ ภาวะโลกร้อนและการบริหารจัดการของคนญี่ปุ่น บรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยนาโกยาที่นับถือกันว่าเป็น “มือหนึ่ง” ในเรื่องอุทกวิทยา หรือวิชาที่ว่าด้วยลมฟ้าอากาศและน้ำ
ศาสตราจารย์เคนจิ นากามูระ คือผู้เชี่ยวชาญมือหนึ่งคนนั้น ได้ขึ้นต้นคำบรรยายที่ทำให้ผู้ฟังตกตะลึงว่า “ไม่มีใครทำนายอากาศหรือฟ้าฝนได้ มีแต่ต้องคอยติดตามแก้ปัญหา หรือที่ดีที่สุดก็คือเตรียมการป้องกันและผ่อนหนักเป็นเบา” โดยแกเน้นคำว่า “ไม่อาจจะพยากรณ์หรือทำนายได้” เพราะเราควบคุมธรรมชาติไม่ได้ ได้แค่เตือนว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีอะไรตามมาบ้าง
คำอธิบายของแกก็คือ ภาวะความแปรปรวนของภูมิอากาศโลกนับวันจะหนักหนาสาหัสขึ้นทุกที ทั้งนี้เป็นเพราะธรรมชาติมันกำลังเดินหน้าไปอย่างนั้น จะโทษว่าเป็นการกระทำของมนุษย์ก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ในความรู้ที่แกศึกษามา มันเป็นเพียงส่วนน้อยนิด อย่างเรื่องโลกร้อนที่ว่าเป็นเพราะมีอุตสาหกรรมมากหรือมนุษย์ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทำลายชั้นบรรยากาศ ก็มีสาเหตุเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเพราะธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลงของมันไปเองมากกว่า
อย่าลืมว่าศาสนาเก่าแก่และมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นมากที่สุดมาอย่างยาวนานก็คือ “ศาสนาชินโต” อันเป็นการผสานกันของศาสนาพุทธกับแนวคิดเต๋าหรือธรรมชาตินิยมของจีน ที่เกิดเป็นลัทธิเฉพาะขึ้นในญี่ปุ่นในชื่อ “ลัทธิเซน” ที่สอนเรื่องการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ใช้สมาธิ และการบำเพ็ญฌานในการสร้างปัญญา อย่างเณรน้อยอิ๊กคิวซังที่คนไทยรู้จักกันดีก็ปฏิบัติธรรมอยู่ในแนวทางนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าศาสตราจารย์นากามูระแกจะคิดอะไรโดยเอาธรรมชาติเป็นตัวตั้ง เพราะนี่คือหัวใจของความเป็นเซน
ท่านผู้อ่านคงจะทราบดีว่าคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่ท่ามกลางความโหดร้ายของธรรมชาติ ทั้งแผ่นดินไหวและลมพายุ คนญี่ปุ่นแม้จะกลัว แต่ก็ไม่เกลียดธรรมชาติ แต่กลับนับถือธรรมชาติเหล่านั้นว่าเป็นฮีโร่หรือผู้รักษาคุ้มครองประเทศ และมีการยกย่องเทพเจ้าที่เกี่ยวกับธรรมชาติเหล่านี้อยู่หลายครั้ง อย่างลมพายุที่เรียกว่า “กามิกาเซ่” ก็ถูกนำมาใช้เป็นชื่อปฏิบัติการที่ญี่ปุ่นบินไปถล่มฐานทัพเรือเพิร์ลฮาเบอร์ อันเป็นเหตุให้สหรัฐต้องเข้าร่วมศึกในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสุดท้ายญี่ปุ่นก็ถูกสหรัฐถล่มด้วยระเบิดปรมาณูจนต้องยอมแพ้อย่างยับเยิน
ศาสตราจารย์นากามูระได้บรรยายว่าคนญี่ปุ่นสู้กับธรรมชาติด้วยการ “เตรียมพร้อม” หรือถ้าในศาสนาพุทธก็คือ “ความไม่ประมาท” อย่างเรื่องฝนนี้ทำได้ง่ายมาก โดยญี่ปุ่นได้ลงทุนในการวางระบบคำนวณน้ำด้วยการติดตั้งเครื่องมือต่างๆ เป็นตารางหมากรุกทุกตารางกิโลเมตร ไม่เว้นแม้ตามป่าเขาหรือในทะเล เพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเตือนให้ผู้คนทราบถึงปริมาณน้ำที่กำลังจะมาทั้งทางฟ้า (ฝน) และทางทะเล (คลื่น) ส่วนแผนในการรับมือกับน้ำที่จะสร้างความเสียหายต่างๆ นั้น ก็มีการซักซ้อมกันเป็นประจำ ที่สำคัญคือการช่วยเหลือกันและการบำบัดภายหลังวิกฤตภัยเหล่านั้น
เมื่อตอนต้นสัปดาห์นี้ ผู้เขียนได้รับเชิญไปให้ความคิดเห็นในการทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับโครงการสร้างทางผันน้ำ หรือ Floodway ที่จัดโดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ผู้ร่วมประชุมราว 60-70 คนนั้นล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากอาชีพหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ นักบริหาร NGO และภาคประชาชน ซึ่งก็มีผู้ให้ความเห็นที่น่าสนใจมากมาย เช่น ท่านอดีตรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงพาณิชย์ เกริกไกร จีระแพทย์ ได้ฝากเป็นหลักการให้กับโครงการนี้ว่า จะต้องดำเนินไปบนแนวคิด 4 Es คือ Economy หมายถึงความประหยัดและผลได้ทางเศรษฐกิจต่างๆ Engineering คือการใช้วิศวกรรมการก่อสร้างที่เหมาะสมและทันสมัย Environment คือการดูแลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน และ Ethics คือตั้งอยู่บนความดีงามที่ท่านหมายถึงมีศีลธรรม (แต่ผู้เขียนตีความเอาเองว่าน่าจะหมายถึงไม่มีการคอร์รัปชันและนำมาซึ่งสิ่งดีๆ ให้แก่ชาติบ้านเมือง)
สำหรับผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะว่า เมกะโปรเจกต์ของชาติในลักษณะนี้สามารถแก้ไขวิกฤตอื่นๆ ได้ด้วย โดยได้ยกตัวอย่างโครงการเงินผันในสมัยรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้ดับทุกข์ร้อนของแผ่นดิน นอกเหนือจากช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนในชนบทได้พอสมควร ก็ยังสร้างความรู้สึกที่ดีให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนว่า รัฐบาลมีความเอาใจใส่และดูแลประชาชนดีขึ้น อย่างภาษาชาวบ้านเรียกว่า “เห็นหัวประชาชน” ทั้งยังมีผลต่อการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ที่ใช้การโน้มน้าวประชาชนว่าจะปลดแอกประชาชนจากการข่มเหงกดขี่ของข้าราชการ เพราะเงินผันนี่แหละที่ได้สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นไปทุกตำบลหมู่บ้าน ว่าราษฎรก็มีสิทธิที่จะใช้เงินภาษีของเขาเอง
การสร้างทางผันน้ำ ผู้เขียนเสนอให้ผู้จัดทำโครงการนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นที่ตั้ง คือการอยู่ร่วมกันให้ได้ของ “คนกับน้ำ” อย่างที่พระราชทานพระราชดำริแนวคิดเรื่องการทำทางระบายน้ำที่ยิ่งใหญ่กว่า Floodway โดยทรงเรียกว่า Green Belt แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า “เข็มขัดสีเขียว” แต่มีความหมายถึงการสร้างแนวระบายน้ำที่อนุรักษ์ธรรมชาติ คือกำหนดอาณาเขตที่น้ำจะผ่าน แล้วลดทอนอุปสรรคที่จะกีดขวางทางน้ำ ประชาชนก็ยังอาจทำมาหากินอยู่ตามแนวผันน้ำนี้ได้ในฤดูปกติ แต่เมื่อน้ำหลากก็อพยพหลบไปในที่ปลอดภัยที่จัดไว้ ทั้งยังอาจจัดให้เป็นอุทยานสิ่งแวดล้อมไปตลอดแนวนับร้อยกิโลเมตรนั้น ซึ่งอาจจะกลายเป็นแลนด์มาร์คสำหรับประเทศไทยเหมือนที่จีนมีกำแพงยักษ์นั้นก็ได้
อีกอย่างหนึ่งก็คือรัฐบาลต้องให้ความสำคัญ หรือ “เห็นหัว” องค์กรปกครองท้องถิ่น พยายามอ่อนน้อมต่อผู้บริหารท้องถิ่นเสียบ้าง (ดูกรณีที่ทำกับผู้บริหาร กทม.ก็จะเห็นภาพความยะโสโอหังของรัฐบาล ซึ่งน่าจะบอกได้ว่าคงจะทำกับ อบจ. อบต. หรือเทศบาลอื่นๆ เช่นกัน) เงินทองงบประมาณก็ต้องแบ่งเขาใช้ (แต่ไม่ใช่แบ่งกันกิน) ให้เขาร่วมคิดร่วมทำ ร่วมจัดการ และร่วมรับผิดชอบ ให้เขารู้สึกว่ามีความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ และช่วยกันพัฒนาพื้นที่ระบายน้ำนี้ให้ยั่งยืน
เหนืออื่นใดคือประชาชน รัฐบาลจะต้องระดมเข้ามาร่วมในมหาอภิโครงการนี้ให้เป็นหลักและสำคัญที่สุด ถ้าเป็นไปได้น่าจะมีการจ้างแรงงานจากชาวบ้านให้มากๆ มากกว่าที่จะใช้เครื่องจักรหรือให้ผู้รับเหมาร่ำรวยไปแต่เพียงพวกเดียว (รวมทั้งคนที่หากินกับผู้รับเหมานั้น) บางทีเมื่อพวกเขาได้เข้ามาทำงานอันเป็นอนุสรณ์แห่งความร่วมมือกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้อาจจะช่วยสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ดีกว่าการแก้รัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นไหนๆ







