posttoday
'เสรี'แนะจับตา น้ำเขื่อนป่าสักล้น

'เสรี'แนะจับตา น้ำเขื่อนป่าสักล้น

21 กันยายน 2555

วันที่ 20 ก.ย. ที่อาคารซีพีทาวเวอร์ เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต

วันที่ 20 ก.ย. ที่อาคารซีพีทาวเวอร์ เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต

เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ถือว่าไม่น่ากังวล แม้จะมีฝนตกในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และในพื้นที่ภาคกลางค่อนข้างมาก แต่ก็ถือว่าเป็นไปตามร่องมรสุมปกติ ซึ่งฝนเหล่านี้เป็นฝนที่ตกใต้เขื่อน ทำให้ท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในหลายจังหวัด โดยเมื่อระดับน้ำในลำน้ำลดลง น้ำท่วมทุ่งก็ไหลไปตามปกติ ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับเขตเศรษฐกิจ และไม่ไหลเข้าท่วมเมืองอย่างเมื่อปีที่ผ่านมา

“ต้องเข้าใจว่าน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ปีนี้ ยังคงอยู่ในระดับ 50% เท่านั้น สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 9,000 ล้าน ลบ.ม. โดยทุกวันนี้น้ำจะเข้าวันละประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. ก็ถือว่าปลอดภัยและไม่จำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่เพิ่มเติม” เสรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องการให้เฝ้าระวังน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นเขื่อนขนาดที่ไม่ใหญ่มาก โดยจะรับน้ำได้ 800 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้มีน้ำอยู่ราว 500 ล้าน ลบ.ม. หรือราว 60% ของความจุเขื่อน หากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องอีก 10 วัน หรือหากตกในปริมาณ 100 มิลลิเมตรต่อเนื่องกัน 5 วันก็มีความเสี่ยงว่าจะล้นความจุ จึงได้เพิ่มอัตราการปล่อยน้ำจาก 6 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันเป็น 13 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน

'เสรี'แนะจับตา น้ำเขื่อนป่าสักล้น

 

ผลกระทบต่อ กทม.นั้น เสรี กล่าวว่า ให้จับตาดูที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยหากน้ำผ่าน อ.บางไทร ที่อัตรา 3,000 ลบ.ม./วินาที จะมีความเสี่ยงต่อ กทม. แต่ขณะนี้อยู่ในระดับ 1,600 ลบ.ม./วินาทีเท่านั้น โดยหากน้ำที่ อ.บางไทร เกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที เมื่อใด ขอให้ชาวบ้านที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม และชาวบ้านในเขต จ.นนทบุรี เก็บข้าวของขึ้นที่สูงได้ทันที

เสรี กล่าวว่า จุดเสี่ยงคือปริมณฑล อย่าง จ.นนทบุรี และปทุมธานี ถึงแม้ปริมาณน้ำเหนือจะน้อยก็จริง แต่มีการคาดการณ์ว่า วันที่ 24 ก.ย.นี้ฝนจะตกหนักมาก ก็ขึ้นอยู่กับการระบายน้ำของ กทม. ว่าจะช่วยได้หรือไม่ และต้องจับตาดูกลุ่มพายุที่กำลังจะเข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ ว่าจะเข้ามายังประเทศไทยโดยตรงหรือจะออกไปด้านอื่น หากเข้าไทยโดยตรง และพาดผ่านบริเวณเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์พอดีก็น่าห่วงเช่นเดียวกัน

“ขณะนี้ภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างสร้างคันกั้นน้ำของตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งผิดแบบ การกั้นเหล่านี้ทำให้น้ำไหลอย่างไม่มีทิศทาง และเพิ่มแรงดันทำให้น้ำไหลแรงขึ้น เมื่อต่างคนต่างสร้างคันกั้นน้ำของตัวเอง คันกั้นน้ำที่รัฐบาลใช้งบ ประมาณ 1.2 แสนล้านทั่วประเทศ ก็จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เงิน 1.2 แสนล้านก็อาจเป็นเบี้ยหัวแตก เพราะน้ำระบายไปไหนไม่ได้”

เสรี กล่าวถึงแนวทางของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่จะจัดให้มีเส้นทางน้ำหลากด้านตะวันตกและตะวันออกของเขื่อนเจ้าพระยา จ.นครสวรรค์ ว่า คำนวณคร่าวๆ จากค่าเวนคืนที่ดินและค่าก่อสร้าง น่าจะสูงถึงฝั่งละ 1.5 แสนล้านบาท เพราะต้องกินพื้นที่บริเวณกว้าง และต้องมีประสิทธิภาพในการรับน้ำมากกว่าฝั่งละ 1,000 ลบ.ม./ วินาที

“ถ้าหากผันน้ำสองฝั่งก็สามารถรวมกันได้ราว 2,000 ลบ.ม./วินาที โดยหากปริมาณน้ำมาสูงสุด 4,500 ลบ.ม./วินาที เช่นเดียวกับมหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา จะสามารถตัดทอนน้ำเหลือประมาณ 2,500 ลบ.ม./วินาที ด้วยจำนวนเหล่านี้พื้นที่ลุ่มภาคกลางก็เสี่ยงต่อปัญหาอุทกภัยอยู่ดี ยกตัวอย่าง จ.พระนครศรีอยุธยานั้น หากน้ำเกิน 1,200 ลบ.ม./ วินาที ก็ได้รับผลกระทบแล้ว

ทุกอย่างถูกคิดจากปริมาณน้ำสูงสุดเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้คิดเลยไปถึงว่า หากน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไหลเกิน 5,000 ลบ.ม./วินาที จะเป็นอย่างไร และไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นตรงกันว่า หลังจากนี้จะมีปริมาณฝนที่หนักขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกๆ ปี มาตรการระยะยาวต้องหาทางรองรับน้ำและสภาพอากาศที่ร้ายแรงมากกว่านี้มาก” เสรี ระบุ m

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท