
เสพติดประชานิยม ภัยร้ายฉุดอินเดียดิ่งเหว
แม้ว่าที่ผ่านมาอินเดียจะได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศที่น่าจับตามองว่าเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจระดับต้นๆ ของโลก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้ว่าที่ผ่านมาอินเดียจะได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศที่น่าจับตามองว่าเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจระดับต้นๆ ของโลก จนถึงขนาดที่ยกย่องและถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือรู้จักกันนามว่า บริก อันประกอบไปด้วย จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล ทว่า ณ เวลานี้ ความร้อนแรงและเสน่ห์อันเย้ายวนที่เคยมีกำลังหมดไป และถูกตั้งคำถามถึงขนาดที่ว่าอินเดียจะยังคงเป็นประเทศที่ยังคงเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั่วโลกอีกต่อไปหรือไม่
ยืนยันได้จากการที่บริษัทจัดอันดับชื่อดังของโลกอย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ที่ปรับลดมุมมองคาดการณ์ เครดิตในระยะยาวเป็นระดับติดลบเมื่อกลางปี พร้อมกับย้ำว่า อินเดียต้องมีโอกาสที่จะถูกปรับลดเครดิตลงสู่ระดับจังก์ หรือ “ขยะ” หรือไม่น่าลงทุน โดยปัจจุบันที่อยู่ที่ BBB-
ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนอินเดียก็ล้วนประสบปัญหารุมเร้าไปทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียให้ดำดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง และปัญหาหนี้จากการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และคาดว่าจะมากถึง 5.7%. ในสิ้นปีนี้ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็คือ การเข้าไปอุดหนุนราคาพลังงานและนโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาล อีกทั้งยังต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นไม่หยุด จนส่งผลให้ต้นทุนค่าครองชีพประชาชนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะกระตุ้นและบีบคั้นให้รัฐบาลอินเดียต้องลุกขึ้นมาดำเนินการปฏิรูปเป็นการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดรายจ่ายของรัฐด้วยการถอดมาตรการประชานิยมหลายอย่างออกไปเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระที่หนักอึ้ง
ดังเห็นได้จากการที่หยิบมาตรการขยายสัดส่วนการถือครองหุ้นส่วนในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่แก่บริษัทต่างชาติได้มากขึ้นเป็น 51% กลับขึ้นมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ทั่วโลกอย่าง วอลมาร์ต คาร์ฟูร์ สามารถขายของให้กับคนอินเดียได้โดยตรง และจะช่วยนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในธุรกิจในประเทศมากขึ้น
เฉกเช่นเดียวกับการเปิดทางให้บริษัทสายการบินต่างชาติสามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนร่วมกับบริษัทสายการบินท้องถิ่นได้มากขึ้นเป็น 49% และการปรับขึ้นราคาน้ำมันที่ 12% หลังจากที่รัฐเคยเข้าไปตรึงราคาด้วยการอุดหนุนมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิเคราะห์มองว่า แผนการปฏิรูปเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ดูจะไม่สามารถเดินหน้าไปอย่างราบรื่นตามที่รัฐบาลหวังนัก เนื่องจากกำลังถูกต่อต้านจากนักการเมืองและผู้เสียประโยชน์จากการลดการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาล โดยเฉพาะการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือครองหุ้นส่วนในห้างค้าปลีกแบบหลายแบรนด์มากขึ้น ซึ่งกำลัง เป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งและตึงเครียดไปทั่วทั้งประเทศในขณะนี้ และคาดว่าจะมีการลุกฮือประท้วงมากถึง 50 ล้านคนในปัจจุบัน
เป็นเพราะว่านักการเมืองเหล่านี้กำลังหวาด กลัวที่จะสูญเสียฐานสนับสนุนทางการเมืองในกลุ่มคนรากหญ้าในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงหลักมาจากกลุ่มคนชั้นล่างของสังคมที่ถูกตามใจด้วยนโยบายประชานิยมมานาน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการปกป้องตลาดภายในจากต่างชาติ หรือการอุดหนุนราคาพลังงานให้ได้ใช้ในราคาถูกๆ มองแต่เพียงแค่ว่ามาตรการปฏิรูปที่ออกมากำลังซ้ำเติมและทำให้ประชาชนพบกับความยากลำบากและยากจนมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน และการเข้ามาของธุรกิจเชนห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่จากต่างชาติที่จะเข้ามาแย่งตลาดจากธุรกิจท้องถิ่น
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เหล่าบรรดาพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงหลักเป็นคนรากหญ้าจะหันมาแสวงหาประโยชน์และรุกขึ้นปลุกปั่นประชาชนให้ลุกขึ้นมาคัดค้านนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาลแบบหัวชนฝา ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังกล้าที่จะออกมาหักกับรัฐบาลด้วยการลาออกจากตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลหลายตำแหน่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีนโยบายปฏิรูปทั้งการขึ้นราคาพลังงาน และการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของในธุรกิจเชนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่จากต่างประเทศและอุตสาหกรรมเครื่องบินมากขึ้น
“อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากและหลงมัวเมาไปกับนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่รัฐเคยป้อนให้มาโดยตลอด ฉะนั้นประชาชนจึงยังคงติดหล่มอยู่กับสิ่งที่เคยได้รับเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องง่ายที่เหล่านักการเมืองจะใช้ประเด็นการปฏิรูปออกมาโจมตีรัฐบาลว่าเป็นการทำร้ายคนจน” สุภเส อัครวาล นักวิเคราะห์การเมือง จากสถาบันคลังสมอง อินเดียโฟกัส กล่าว
สอดคล้องกับคำกล่าวของ ศรีนิวาส รัขวรรณ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์อิสระของอินเดีย ที่กล่าวว่า พรรคการเมืองใดก็ตามที่คัดค้านมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันหรือการตรึงราคาเอาไว้ ย่อมจะสูญเสียคะแนนนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะตามท้องถิ่นที่จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ครองคะแนนเสียงคือพรรคท้องถิ่นที่ชูนโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเป็นหลัก ในขณะที่พรรคใหญ่ครองพื้นที่ส่วนที่เหลือ ฉะนั้นเมื่อต้องรวบรวมพรรคร่วมเพื่อจัดตั้งรัฐบาลจึงจำเป็นต้องหยิบนโยบายประชานิยมเหล่านี้เข้ามาไว้ด้วย
“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นปีศาจร้ายที่เติบโตมาอย่างช้าๆ กับคนในรุ่นนี้ ซึ่งเอาแต่คาดหวังของฟรีจากรัฐบาลเท่านั้น” รัขวรรณ กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความกังวลต่อการสูญเสียฐานเสียงของรัฐบาลและความอ่อนแอที่ต้องมีรัฐบาลร่วมหลายพรรค ก็ยังทำให้ที่ผ่านมาการดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจใดๆ ในอดีตต้องพบกับความผิดหวังมาโดยตลอด โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนและนักปฏิรูปที่มุ่งหวังจะเห็นประเทศก้าวเดินไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน ต่างเคยผิดหวังมาแล้วทั้งสิ้น
เห็นได้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มันโมฮัน ซิงห์ ต้องออกมาระงับการประกาศใช้นโยบายการเปิดให้ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่จากต่างชาติเข้ามาถือครองหุ้นในห้างสรรพสิน ค้าท้องถิ่นในประเทศที่ 51% มาแล้ว หลังจากที่ถูกประท้วงอย่างหนัก และพรรคร่วมรัฐบาลที่อยู่เคียงข้างกันก็ดูเหมือนจะไม่เอาด้วย
กระนั้นก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะหันมาตระหนักและตาสว่างว่าจะต้องเดินหน้าปฏิรูป และลดการใช้นโยบายประชานิยมที่นำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยและสร้างหนี้ แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็ถูกมองว่าทำไมรัฐจึงปล่อยเวลาที่ผ่านมาให้เปล่าประโยชน์ และทำไมจึงเพิ่งการดำเนินการเมื่อใกล้จะสายไปแล้ว หรือเรียกว่า ถ้าไฟไม่ลนก้น ก็ไม่คิดทำ
“เป็นเรื่องที่น่าละอายที่รัฐบาลมัวแต่รอในการรุกขึ้นมาดำเนินการอย่างจริงจัง ต้องให้ใกล้เกิดวิกฤตก่อนรัฐบาลจึงจะลงมือทำ” โรเบิร์ต พริเออร์ แวนเดสฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารเครดิต สวิส กล่าว
แม้ตอนนี้จะยังไม่ว่ารู้รัฐบาลอินเดียจะผลักดันมาตรการดังกล่าวออกมาได้เป็นผลสำเร็จหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียก็สะท้อนและสร้างบทเรียนให้รู้แล้วว่า การเสพติดนโยบายประชานิยมของประชาชนในประเทศมากเกินไป กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศที่จะเป็นและจะทำให้การพัฒนาและการเติบโตในระยะยาวไม่ก้าวเดินไปไหนเสียที







