
กระตุ้นแสนล้าน ดีแต่'ภาพ'ไม่ได้ผล
นับเป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เร่งรัดให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบ “กองทุนรากหญ้า”
โดย...จตุพล สันตะกิจ
นับเป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เร่งรัดให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบ “กองทุนรากหญ้า” เร่งเบิกจ่ายและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างกำลังซื้อในประเทศและเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกไปในตัว
โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ วันวาน ยิ่งลักษณ์ สั่งให้เร่งผันเงิน 4 กองทุน ที่มีได้รับจัดสรรวงเงินปีงบ 2555 ที่ยังเบิกจ่ายไม่หมดและงบปี 2556 ที่เริ่มสตาร์ตเครื่องเบิกจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 นับเป็นเม็ดเงินกว่า 1.15 แสนล้านบาท
ได้แก่ 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) 1.02 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท 8 หมื่นล้านบาท และเงินกองทุนเอสเอ็มแอลอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท 2.กองทุนตั้งตัวได้ 6,500 ล้านบาท 3.กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 7,090 ล้านบาท และ 4.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 1,818 ล้านบาท
แต่เอาเข้าจริงจะพบว่าการเร่งรัดเบิกจ่ายเงินแต่ละกองทุนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
การเร่งผันงบลงพื้นที่โดยเร่งด่วน อาจทำได้ไม่ทันใจใครหลายคน
เริ่มตั้งแต่กองทุนหมู่บ้านที่ได้รับการจัดสรรเม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านฯ 8 หมื่นแห่งทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ซึ่งทำให้ทุนประเดิมกองทุนหมู่บ้านฯ เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท ไม่นับเงินเพิ่มทุนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เงินฝากของสมาชิกและเงินกู้ของกองทุนฯ ซึ่งวันนี้บางกองทุนมีเงินหมุนเวียนระดับ 100 ล้านบาท
ที่บอกว่าการจัดสรรเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ ไม่ง่ายนั้น
เป็นเพราะ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ให้นโยบายว่า การจัดสรรเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ ต้องดูที่ความพร้อมของกองทุน เพราะรัฐบาลไม่ได้เงินไปแจกฟรีๆ การจัดสรรเงินต้องมีหลักเกณฑ์
ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติอย่างสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ที่มี นที ขลิบทอง เป็นผู้อำนวยการสำนักงานฯ ระบุเช่นกันว่า การจัดสรรเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ ไม่ใช่การแจกเงิน
จึงต้องดูประวัติการปล่อยสินเชื่อของกองทุน แผนงานในอนาคต ฐานะและพฤติกรรมการปล่อยกู้ของกองทุน โดยเฉพาะหากการปล่อยกู้ต้องกระจายให้สมาชิกอย่างทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกอยู่กับสมาชิกบางกลุ่ม หรือสมาชิกที่เป็นเครือญาติกับกรรมการกองทุน เงินกองทุนที่มีความเคลื่อนไหว เงินขาดบัญชี หรือมีหนี้เสียในระดับที่สูงจนเสียวินัยกองทุน
การจัดสรรเงินเพิ่มทุนบอกคำเดียวว่า “ยาก” และไม่เร็วเหมือนกดปุ่มรีโมต
“เราคาดว่าภายในเดือน ก.ย. เราจะโอนเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ ที่มีคุณภาพ 1 หมื่นแห่ง จาก 8 หมื่นแห่งทั่วประเทศ และภายในปีงบ 2556 หรือสิ้นเดือน ก.ย. 2556 เราจะจัดสรรเงินให้กองทุนได้ไม่น้อยกว่า 80% ขณะที่เดือน ส.ค.-ก.ย. เราได้ส่งทีมงานลงปูพรมสำรวจกองทุนหมู่บ้านฯ ดูว่าแต่ละหมู่บ้านเป็นอย่างไร” นที ระบุ
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องไม่ลืมผลกระทบจากการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านฯ ด้วย เพราะหากการปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกไม่มีประสิทธิภาพ หรือปล่อยกู้เพื่อเอาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ใช่การลงทุนสร้างอาชีพ จะเป็นการสร้างภาระหนี้ให้คนรากหญ้าและนำไปสู่กระบวนการ “เวียนหนี้” ซึ่งเป็นปัญหาที่ สทบ.ยังแก้ไม่ตกจนถึงวันนี้
เช่น วันนี้มีขบวนการเหลือบหากินกับสมาชิกฯ ที่ไม่มีเงินมาจ่ายคืนหนี้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี ก็ต้องวิ่งหาเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบกู้เงินมาจ่ายหนี้กองทุน และให้สมาชิกกู้เงินจากกองทุนมาคืนเจ้าหนี้เงินกู้
โดยกรรมการกองทุนและเจ้าหนี้นอกระบบจะสมรู้ร่วมคิดกันคือ หากเจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้ 3 หมื่นบาท สมาชิกก็จะเอาเงินไปใช้หนี้กองทุน จากนั้นกรรมการกองทุนก็จะอนุมัติการกู้ยืมสมาชิกในวงเงิน 3 หมื่นบาททันที แต่จะหักดอกเบี้ย ณ ที่จ่าย 10-15% ต่อครั้ง ก่อนนำเงินที่ได้มาแบ่งกับเจ้าหนี้เงินกู้กันคนละครึ่ง
การผันเงินลงกองทุนหมู่บ้านฯ จึงต้องเข้มงวดไม่เช่นนั้นแทนที่จะ “เป็นคุณ” กลับทำให้คนฐานรากต้องระทมจมกองหนี้ไปตลอด
ส่วนกองทุนตั้งตัวได้และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีและรัฐบาลผลักดันสำเร็จไปแล้วครึ่งทางแล้วนั้น
แต่เมื่อพิจารณาในแง่ปฏิบัติกว่าเงินจะลงสู่ระบบได้จริงยาก อย่างกองทุนตั้งตัวได้ที่ยังไม่มีการปล่อยกู้ให้ ผู้จบการศึกษาและกำลังผันตัวเป็นเถ้าแก่รายใหม่ แม้แต่รายเดียว
เพราะกฎเกณฑ์การปล่อยกู้ยังไม่ออกมาชัดเจน อำนาจการปล่อยสินเชื่ออยู่ในมือระบบราชการ ที่แม้ว่าจะมีสถาบันการเงินของรัฐอย่างธนาคารกรุงไทยฯ เข้ามาร่วมพิจารณาปล่อยสินเชื่อและ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ระบุว่า “รับได้หากมีหนี้เสียระดับ 5-10%” แต่ก็ยังทำให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเงินให้ว่าที่เถ้าแก่กล้าๆ กลัวๆ อยู่ดี เงินจึงค้างเต็มกองทุน
ขณะที่กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจะพบว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กดปุ่มโอนเงินล็อตแรกให้กองทุนไปแล้วเมื่อเดือน มิ.ย. และจัดสรรให้เงินแล้ว 95% หรือ 1,640 ล้านบาท แต่ยังไม่มีการปล่อยกู้แม้แต่บาทเดียว แถมยังสร้างความขัดแย้งในบางพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะปัญหา “สีเสื้อ”
กว่าจะเคลียร์การจัดสรรเงินลงตัวคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่
เช่นเดียวกัน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่การเมืองเข้าไป “แทรก” เป็น 10 ปี มีแบ่งพรรคแบ่งพวกจนกองทุนขาเป๋เดินต่อไม่ได้ ไม่นับกรณีตัวแทนเกษตรกรบางคนใช้กองทุนนี้ทำมาหากิน โดยทำให้สมาชิกเข้าใจว่า หากมาขึ้นทะเบียนและหวังให้กองทุนเข้าไปซื้อหนี้มาบริหาร แต่ก็แลกมาด้วยการถูกหักค่าหัวคิว 500-1,000 บาท
แต่สุดท้ายเมื่อสมาชิกไม่ได้ตามที่หวัง แกนนำก็ขนสมาชิกมาล้อมทำเนียบ ล้อมสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ บ้าง หรือปักหลักประท้วงที่กระทรวงการคลังบ้าง
เพียงวันนี้เหมือนการประท้วงจะเบาบางไป เพราะรัฐบาลเพื่อไทยมีโครงการพักหนี้ 3 ปี แต่ปัญหาหนี้สินยังหมักหมมอยู่เช่นเดิม
สรุปแล้วการเร่งรัดเบิกจ่ายเงินกว่า 1 แสนล้านบาท จาก 4 กองทุน จะไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน
ประการสำคัญเงินจำนวนนี้ ไม่ใช่เม็ดเงินใหม่ที่รัฐจะอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เป็นเม็ดเงินเดิมที่อนุมัติไว้แล้ว แต่เงินยังไม่เดินออกไปในระบบ
ฉะนั้น แรงส่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า คงหนีไม่พ้นต้องพึ่งพาโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรเช่นเดิม
ขณะที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ทั้งปีนี้และปีหน้ายังคงต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก
โดยในส่วนการท่องเที่ยวต้องบอกว่าสดใส ทว่า การส่งออกนั้นยังไม่แน่ เพราะมีหลายปัจจัยรุมเร้าพอสมควร โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการคิวอี 3 ที่แม้จะลดความเสี่ยงจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไตรมาส 2 ปีหน้า
แต่ทำให้แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ที่มีผลกระทบต่อภาคการผลิตเพื่อส่งออกพอสมควร
ทั้งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมัน ดังนั้นปีหน้าไทยต้องเจอภาวะเงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้น และคนไทยต้องเตรียมรับมือกับภาวะข้าวยากหมากแพงอีกระลอก







