
เงื่อนไขใช้ไม่ได้
ในขณะที่ชาวบ้านใน 11 จังหวัดทางภาคเหนือและภาคกลางตอนบน กำลังผจญกับน้ำที่ไหลบ่าทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ต้องขนทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงหนีน้ำขึ้นมานอนบนไหล่ทางบนถนนหลวง ทางบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดก็พยายามช่วยชาวบ้านในจังหวัดตัวเองอย่างเต็มความสามารถ
ในขณะที่ชาวบ้านใน 11 จังหวัดทางภาคเหนือและภาคกลางตอนบน กำลังผจญกับน้ำที่ไหลบ่าทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ต้องขนทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงหนีน้ำขึ้นมานอนบนไหล่ทางบนถนนหลวง ทางบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดก็พยายามช่วยชาวบ้านในจังหวัดตัวเองอย่างเต็มความสามารถ
ความอุ่นใจของชาวบ้านที่ซื้อประกันภัยพิบัติจากกองทุนคุ้มครองภัยพิบัติ ว่าจะได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายกรณีที่บ้านถูกน้ำท่วมในปีนี้ เริ่มหายวับไป เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บอกว่า ผู้ที่เจอน้ำท่วมในขณะนี้แม้จะซื้อประกันไว้ ก็จะไม่ได้รับเงินสินไหมทดแทนจากกองทุนคุ้มครองภัยพิบัติ
การที่ คปภ.ประกาศเช่นนี้ได้สร้างความสับสนแก่ประชาชน เนื่องจากกองทุนนี้ตั้งขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รับประกันภัยให้ประชาชนและบริษัทเอกชน ทดแทนที่บริษัทประกันภัยเอกชนปฏิเสธที่จะรับประกันน้ำท่วมให้ชาวบ้าน เพราะกลัวจะรับความเสี่ยงไม่ไหว เนื่องจากบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศไม่มั่นใจในการบริหารจัดการน้ำของไทย จึงขอขึ้นเบี้ยประกันและไม่รับประกันต่อ
เหตุผลที่ประชาชนที่ซื้อประกันของกองทุนนี้แสนกว่ารายทั่วประเทศจะไม่ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทน ก็เพราะตามเกณฑ์ของกองทุนประกาศว่า การที่กองทุนจะจ่ายเงินได้ต้องมีมติ ครม.ประกาศว่าจังหวัดดังกล่าวเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะต้องเสนอให้ ครม.พิจารณาก่อน จึงจะเบิกเงินค่าเสียหายได้
แต่น้ำท่วมในขณะนี้ การประกาศเป็นเขตภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นในระดับจังหวัดเท่านั้น นอกจากนี้ในเงื่อนไขระบุว่า กรณีที่จะจ่ายเงินต้องเกิดน้ำท่วมขัง 60 วันขึ้นไป ถ้าน้ำท่วมไม่กี่สัปดาห์แล้วลด ไม่เข้าข่ายได้เงินชดเชย และคนที่ซื้อประกันถ้ามีบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นพื้นที่รับน้ำก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยเช่นกัน
เงื่อนไขดังกล่าวนี้ คปภ. บริษัทประกัน หรือรัฐบาล ได้มีการประกาศให้ชัดเจนให้ประชาชนรู้เป็นการทั่วไปโดยละเอียดหรือไม่ ว่าจะต้องเสียหายตามเงื่อนไขจึงจะได้เงินชดเชย หากมีเงื่อนไขเช่นนี้ ก็เปล่าประโยชน์ที่จะตั้งกองทุนขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยประชาชน เพราะสุดท้ายก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เงื่อนไขที่ตั้งไว้นี้เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แม้แต่ละจังหวัดจะได้รับการจัดสรรงบบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดละ 50 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ก็ไม่เกี่ยวกับการประกันภัยพิบัติที่ชาวบ้านควักเงินซื้อเอง นี่จึงเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างน่าเกลียด
ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ปรับเปลี่ยนเงื่อนไข นี่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่จะพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลว่าช่วยชาวบ้านหรือช่วยบริษัทประกันภัยกันแน่







