
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ต้องขอชื่นชมกับผลงานของกองทัพบกโดยท่านแม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ที่ได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ จนกระทั่งสามารถทำให้แกนนำและผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนร่วมร้อยคนออกมา “รายงานตัว” หรือ “แสดงตัว” ซึ่งไม่ใช่การ “มอบตัว” กับทางการเพื่อยุติแนวทางการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ และมีข่าวว่า หากรัฐบาลมีท่าทีตอบสนองเป็นที่น่าพอใจ จะมีผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มที่สองประมาณ 20 กว่าคนออกมารายงานตัวอีก และหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็จะทำให้แกนนำคนสำคัญที่รอดูท่าทีของรัฐบาลว่าจะมีความจริงใจมากน้อยเพียงใด อาจออกมารายงานตัวด้วย ถ้าเป็นไปตามที่คาดไว้ ถือว่าเป็นปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบต่อขบวนการอย่างรุนแรง
ต้องขอชื่นชมกับผลงานของกองทัพบกโดยท่านแม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ที่ได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ จนกระทั่งสามารถทำให้แกนนำและผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนร่วมร้อยคนออกมา “รายงานตัว” หรือ “แสดงตัว” ซึ่งไม่ใช่การ “มอบตัว” กับทางการเพื่อยุติแนวทางการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ และมีข่าวว่า หากรัฐบาลมีท่าทีตอบสนองเป็นที่น่าพอใจ จะมีผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มที่สองประมาณ 20 กว่าคนออกมารายงานตัวอีก และหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็จะทำให้แกนนำคนสำคัญที่รอดูท่าทีของรัฐบาลว่าจะมีความจริงใจมากน้อยเพียงใด อาจออกมารายงานตัวด้วย ถ้าเป็นไปตามที่คาดไว้ ถือว่าเป็นปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบต่อขบวนการอย่างรุนแรง
มทภ.4 ได้ดำเนินการ “พูดจา” กับตัวแทนของแกนนำผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มหนึ่งมานานพอสมควร และคนที่รู้เรื่องนี้ดีก็คือ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่น่าสนใจคือ ท่านทั้งสองได้เข้าใจหลักการในการปรองดองเป็นอย่างดี โดยเน้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็น “การเจรจา” แต่เป็นเพียง “การพูดจา” กันอย่างเงียบๆ ซึ่งการพูดจาอย่าง “ลับที่สุด” นี้ สามารถนำไปสู่ความเข้าใจกันได้ในระดับหนึ่ง เพราะท่าทีที่แตกต่างกันและห่างกันคนละขั้วค่อยๆ ปรับเข้าหากันจนหาจุดที่พอจะเข้าใจกันได้ และตกลงที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
ถ้าเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ช่วงระหว่างดำเนินการ กว่าจะตกลงกันได้คงใช้เวลาและวุ่นวายมากกว่านี้ เพราะสองฝ่ายมีจุดยืนของตนเอง มีผลประโยชน์ มีส่วนได้และส่วนเสีย ที่มวลชนของแต่ละฝ่ายต่างเฝ้าจับตาดูและอาจกดดันตัวแทนของตนให้ได้ตามที่ต้องการ กว่าจะทำให้สองฝ่ายค่อยๆ เดินเข้าหากันได้ต้องใช้เวลา นอกจากมี “ได้” และ “เสีย” แล้ว ยังมีเรื่อง “หน้าตา” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยที่จะต้องช่วย “รักษาหน้า” ของกันและกันไว้ ไม่ให้เกิดการ “เสียหน้า” หรือ “ได้หน้า” คำพูดแม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวในระดับหนึ่งเช่นกัน
ผบ.ทบ.และ มทภ.4 ทำงานอยู่ภายใต้แรงกดดัน จากสังคมไม่น้อย แม้สองท่านพูดเสมอว่า สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น เพราะท่านรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่สังคมได้ตั้งคำถามตลอดมาว่า มีแนวโน้มดีขึ้นอะไรกัน พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้ยินข่าวประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน อาสาสมัคร ถูกผู้ก่อความไม่สงบหรือผู้ก่อการร้ายไล่ยิง ไล่ฆ่าอย่างทารุณโหดร้าย วางระเบิดที่โน่นที่นี่เป็นประจำ คนไทยทั่วประเทศรู้สึกหดหู่และสงสารพี่น้องประชาชนทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม เจ้าหน้าที่รัฐที่เสียชีวิต พิการกันแทบทุกวัน ผบ.ทบ.และมทภ.4 ต้องกล้ำกลืนฝืนใจทนเพราะพูดไม่ได้ แต่วันนี้ประชาชนเริ่มเข้าใจแล้วว่า ที่ท่านทั้งสองพูดว่าสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นนั้น ขบวนการก่อเหตุรุนแรงเป็นปฏิกิริยาตอบโต้และปกปิดความพ่ายแพ้ที่จะเกิดขึ้นนั้น หมายความว่าอะไร
การที่สมาชิกขบวนการออกมารายงานตัวกับทางการ ถือว่าเป็นความสำเร็จที่มีความหมายมากกว่าการจับกุม การยิงผู้ก่อเหตุตายและบาดเจ็บหรือจับได้ เพียงแต่ขอคำยืนยันอีกครั้งว่า ขบวนการกำลังเข้าสู่กระบวนการปรองดองกันจริง สถานการณ์ความรุนแรงจะได้ค่อยๆ ลดลง
เราเชื่อว่ากลุ่มบุคคลที่เข้ารายงานตัวนั้นเป็น “ตัวจริง” ตามที่กองทัพยืนยัน กล่าวคือ เป็นสมาชิกและแนวร่วมของขบวนการที่ก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง เพราะเมื่อดูจากรายชื่อและหมายจับที่ออกในช่วงที่กลุ่มปัจจุบันเริ่มก่อเหตุร้ายตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เห็นว่าไม่ใช่เป็นการแหกตาเหมือนอย่างที่หลายกลุ่มทั้งในและนอกประเทศเคยเอาสมาชิกกลุ่มที่หมดสภาพแล้วมาหลอกว่าเป็นการเจรจามอบตัวดังที่รู้กันดี คนที่ถูกสถาปนาให้เป็นแกนนำผู้ก่อเหตุร้ายที่เจรจากับทางการยังยอมรับว่าไม่มีอิทธิพลที่จะไปพูดกับผู้ก่อความไม่สงบตัวจริงเสียงจริง ในที่สุดก็ไม่มีอะไรคืบหน้า การก่อเหตุรุนแรงยังดำเนินการต่อไป
การที่ มทภ.4 นำเรื่องนี้มาเปิดเผยในช่วงเวลานี้ อาจเป็นเพราะท่านจะได้รับเลื่อนยศและต้องย้ายไปที่อื่น รวมทั้งเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม เราหวังว่าท่านคงได้รับมอบหมายจาก ผบ.ทบ.ให้มาช่วย มทภ.4 คนใหม่ดูแลเรื่องนี้ต่อ เพราะความไว้วางใจที่อีกฝ่ายมีนั้นอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่าตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
ผลการพูดจากทางลับจนแกนนำและแนวร่วมออกมารายงานตัวเพื่อร่วมกันฟื้นฟูความสงบสุข ทำให้ประชาชนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้างแล้ว ขอให้ช่วยกันทำต่อไปเพื่อให้แสงนั้นสว่างมากขึ้น อย่าให้ดับไปเฉยๆ
การเข้ารายงานตัวครั้งนี้ ทำให้นึกย้อนหลังไปถึงการแก้ปัญหาภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เดินทางไปเยือนและเยี่ยม เหมาเจ๋อตุง ประธาน พคจ. พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ติดต่อทางลับกับจีนจนทำให้ ผกค.ทยอยออกจากป่ามารายงานตัวและยุติการต่อสู้ นอกจากนั้นยังทำให้นึกถึงกรณีที่รัฐบาลมาเลเซียได้ทำงานลับร่วมกับทางการไทยในการพบปะพูดจากับแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) จนนำไปสู่การเจรจาและสลายกองกำลังโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ทำให้รัฐบาลมาเลเซียสามารถนำความสงบสุขมาสู่ประเทศหลังจากสู้กับ พคม.มาหลายสิบปี
ที่พูดเรื่องนี้ก็เพื่อต้องการบอกว่า การแก้ไขปัญหาภายในประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับนอกประเทศนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศเช่นกัน การแก้ปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดนในไทย แม้เป็นเรื่องภายในของไทย แต่หากได้รับความร่วมมืออย่างจริงใจและจริงจังจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย การแก้ปัญหาของไทยก็คงมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนอย่างที่ไทยเคยให้ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ปัญหา พคม.จนประสบความสำเร็จด้วยดีมาแล้ว







