
สมช.ในมือ "ภราดร" สะเทือนความมั่นคง
เรียบร้อยโรงเรียนทักษิณไปแล้ว สำหรับการโยก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
โดย...ปริญญา ชูเลขา
เรียบร้อยโรงเรียนทักษิณไปแล้ว สำหรับการโยก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม แล้วเปิดทางให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร หลานผู้มีพระคุณของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้มานั่งเป็นเลขาธิการ สมช.แทน หลังปล่อยกระแสออกมาหยั่งเชิงหลายสัปดาห์ จนแน่ใจว่าไร้เสียงต่อต้าน จึงมีการชงเรื่องให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติแต่งตั้งทันทีในวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา
ตามจริงการโยก พล.ต.อ.วิเชียร ไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ทว่าเป้าหมายหลักคือ การดันให้ พล.ท.ภราดร ไปนั่งเป็นเลขาธิการ สมช.มากกว่า แต่การจะย้าย พล.ต.อ.วิเชียร ไปขึ้นหิ้งเข้ากรุในตำแหน่งประจำ ดูจะโหดร้ายไปหน่อย เพราะ พล.ต.อ.วิเชียร เปรียบเสมือนเด็กว่านอนสอนง่ายของรัฐบาล
ตัวอย่างชัดในกรณียอมทิ้งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน ซึ่งผิดกับ ถวิล เปลี่ยนสี ที่ไม่ยอมรับการถูกย้ายออกจากเก้าอี้เลขาธิการ สมช. จนนำไปสู่การฟ้องร้อง จึงถูกดองเค็มอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แบบที่นายกฯ ไม่เคยปรึกษา
ฉะนั้น การตั้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร ไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รมว.คมนาคม จึงตอบสนองเต็มที่ มีแต่ “แจ๊ด” ผู้มากบารมีเท่านั้นที่คัดค้าน แต่ท้ายที่สุดการเจรจาลงตัวด้วยการตั้งให้ ชัชวาล บุญเจริญกิจ รองปลัดกระทรวง ให้มานั่งเป็นอธิบดีกรมทางหลวง ปลอบใจที่ยังได้นั่งในกรมระดับเกรด A บวก เพราะได้กุมงบโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนบนท้องถนนปีละหลายหมื่นล้านบาทแทน
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการดัน พล.ท.ภราดร ขึ้นกุมบังเหียนในตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ไม่ใช่แค่ตอบแทนบุญทางการเมืองเท่านั้น แต่ทางรัฐบาลต้องการยึดกุมหน่วยงานความมั่นคงไว้ในกำมือให้คนของตัวเองมาเป็นมือเป็นไม้และไว้ใจได้เข้าไปทำงาน เพราะถ้าไล่ตรวจหน่วยงานด้านความมั่นคงสำคัญๆ ล้วนเป็นสายตรงรัฐบาลทั้งสิ้น เช่น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)
ล่าสุด ครม.มีมติแต่งตั้ง พ.ต.อ.โภคพิบูลย์ โปตระนันทน์ อธิบดีกรมควบคุมความประพฤติ เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แทน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ ที่โดนเด้งเพราะแข็งข้อกับฝ่ายการเมืองไปตรวจสอบทุจริตงบเยียวยาน้ำท่วมในถิ่น “พญาอินทรีอีสาน” พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม
ขณะที่บรรดาหน่วยงานความมั่นคงฝ่ายพลเรือนเหลือเพียงหน่วยงานเดียวที่รอดอยู่ คือ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ที่มี สุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งจบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รั้วเดียวกับนายกรัฐมนตรี จึงยังเหนียวอยู่ แต่จะเหนียวไปได้นานเท่าไรคงต้องค่อยติดตามกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการที่ พล.ท.ภราดร มานั่งคุม สมช. จะทำให้งานในด้านความมั่นคงอยู่ในสายตาของรัฐบาลได้ทั้งหมด เพราะอย่าลืมว่าแรงต้าน พล.ท.ภารดร ภายใน สมช.ยังไม่จางหาย บารมี ถวิล ที่พยายามปลุกลูกหม้อของ สมช.ขึ้นมาต่อสู้ ยังดังก้องอยู่ในหัวของข้าราชการ สมช. ฉะนั้นภายใน สมช.จึงยังคุกรุ่น
แม้ 1 ปีใน สมช.ภายใต้การคุมของ พล.ต.อ.วิเชียร แม้จะมาจากสายงานตำรวจไม่ใช่สายความมั่นคงโดยตรง แต่แรงต้านมีไม่มากนัก การบริหารจึงไม่สะดุด แต่ก็ไม่มีผลงานโดดเด่น ส่วนใหญ่เป็นงานรูทีน และที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิเชียร ไม่เคยเข้าไปแตะโครงสร้างหรือวัฒนธรรมองค์กรเดิมเลย ยกเว้นครั้งเดียวที่โยกย้าย สมเกียรติ บุญชู ลูกหม้อ สมช.ทำงานปัญหาความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากว่า 30 ปี ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อดึง พล.ท.ภราดร เข้ามาเสียบแทน
ขณะเดียวกันสิ่งที่ พล.ต.อ.วิเชียร ได้รับการยอมรับ คือ วัยวุฒิและบารมีที่อดีตเคยเป็นถึง ผบ.ตร.มาก่อน จึงสามารถประสานงานกับประชาคมข่าวกรองระดับชาติได้สมศักดิ์ศรี เช่น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รมว.กลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผบ.ตร. หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ฯลฯ
สำหรับ พล.ท.ภราดร ซึ่งสังคมจับตามองว่าฝีไม้ลายมือถึงขั้นหรือไม่ เพราะ สมช.ในฐานะองค์กรระดับนโยบายบุคลากรและองค์กรที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นหน่วยงานคิดวิเคราะห์เสนอคำแนะนำให้กับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงทุกมิติ ซึ่งบุคคลที่จะมาเป็นเลขาธิการ สมช. ต้องได้รับการยอมรับอย่างน้อย 3 ด้าน คือ 1.ภูมิหลังความรู้ด้านความมั่นคง 2.วัยวุฒิความอาวุโสในสายงาน และ 3.ประชาคมข่าวกรองยอมรับ
เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า อนาคต สมช.ในอุ้งมือ พล.ท.ภราดร จะเป็นอย่างไร แม้ภูมิหลังฝีไม้ลายมือด้านความมั่นคงจะไม่ค่อยได้เห็นเด่นชัดว่าเก่งแค่ไหน แต่ที่รับรู้กันดี คือ พล.ท.ภราดร คอนเนกชันทางการเมืองที่เหนียวแน่นเท่านั้น
วันนี้ พล.ท.ภราดร จึงถูกท้าทายและเย้ยหยันว่าเด็กเส้น ภูมิหลังความรู้รอบตัวงานด้านมั่นคงมือไม่ถึง หรือบารมีในการรับหน้าที่ประสานงานกับประชาคมข่าวกรองยังน้อยทั้งอายุและประสบการณ์
ยิ่งความหลักแหลมในคมความคิดวิเคราะห์เชิงนโยบายด้านความมั่นคงเพื่อให้คำแนะนำฝ่ายบริหารจะทำได้ดีหรือไม่ เพราะภารกิจเลขาธิการ สมช. ที่ประชาชนฝากความหวังไว้ คือ การดูแลรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงประเทศชาติ ไม่ใช่ถูกหยิบยืมไปเป็นกลไกเครื่องมือทางการเมือง เพื่อเป้าหมายรักษาเสถียรภาพทางการเมืองให้กับรัฐบาลนี้ คือ สิ่งที่สังคมรอให้ พล.ท.ภราดร แสดงฝีมือพิสูจน์ว่าทำงานด้านความมั่นคงเพื่อชาติหรือการเมืองกันแน่







