
คดี "พัน คำทอง" ลาก "มาร์ค-สุเทพ" ขึ้นศาล
คำสั่งของศาลอาญาในคดี พัน คำกอง คนขับรถแท็กซี่ชาว จ.ยโสธร จุดคบเพลิงการต่อสู้ของมวลชนเสื้อแดงให้ลุกอีกรอบ
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
คำสั่งของศาลอาญาในคดี พัน คำกอง คนขับรถแท็กซี่ชาว จ.ยโสธร จุดคบเพลิงการต่อสู้ของมวลชนเสื้อแดงให้ลุกอีกรอบ ทันทีที่ผู้พิพากษามีคำสั่งชี้ขาดว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” เป็นผู้ทำให้ประชาชนเสียชีวิต อีกทั้งเนื้อความในคำพิพากษายังระบุว่า เป็นการเสียชีวิตโดยกระสุนของทหารอันปราศจากขบวนการชายชุดดำเข้ามาเกี่ยวข้องในพื้นที่ ถนนราชปรารภ บริเวณที่ทหารประจำการ
โชคชัย อ่างแก้ว ทนายความของญาติพัน คำกอง ระบุว่า คำสั่งของศาลอาญาสะท้อนความจริงที่หลายฝ่ายออกมาบิดเบือนได้หลายประการ คือ 1.คำวินิจฉัยของศาลระบุชัด ว่าไม่มีชายชุดดำเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต 2.ทหารใช้กระสุนจริงในการปฏิบัติหน้าที่ 3.การเสียชีวิตของประชาชนเกิดขึ้นโดยฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คดีนี้สร้างแรงกระเพื่อมเป็นอย่างมาก คือ เป็นการวินิจฉัยโดยอำนาจศาลตามหลักกระบวนการยุติธรรมครั้งแรก ที่ไม่ใช่การออกมาตอบโต้ของฝ่ายการเมืองรวมถึงกองทัพที่ปกป้องลูกน้องตัวเอง
โชคชัย ชี้ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้ลงนามแต่งตั้ง และสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นผู้อำนวยการ ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ เพราะคำพิพากษาของศาลในบรรทัดสุดท้ายก็ระบุชัดเจน ว่าทหารปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ศาลจะตีสำนวนกลับมายังอัยการสูงสุด ก่อนจะส่งไปยังพนักงานสอบสวนที่จะต้องหาตัวผู้ยิง ผู้บังคับบัญชา ผู้อออกคำสั่ง และตั้งเป็นผู้ต้องหาร่วมกัน
ขณะที่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า คดีของพันที่ศาลมีคำสั่งว่าผู้ตายโดนกระสุนปืนเอ็ม 16 ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของ ศอฉ. โดยศาลได้ผูกข้อเท็จจริงที่สำคัญ ว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ทำโดยพลการแต่ทำตามคำสั่งของ ศอฉ. ซึ่งในฐานะอธิบดีดีเอสไอ อยากจะขอให้ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายถูกใจฝ่ายไม่ถูกใจในคำสั่งศาลขอให้ยอมรับ
ธาริต กล่าวอีกว่าคดีนี้ มีแน้มโน้มเป็นไปได้สูงที่ดีเอสไอจะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ออกคำสั่งต้นตอของคำสั่ง ศอฉ.ซึ่งหนีไม่พ้น อภิสิทธิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ที่อยู่ในข่ายถูกแจ้งข้อกล่าวหาทำความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา 288 มาตรา 289 ประกอบมาตรา 59 และมาตรา 84 ที่ถือว่าการสั่งการเป็นเจตนาทางอาญา เพราะเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดการเสียชีวิตจึงถือเป็นเจตนาเล็งเห็นผล และเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อยู่ในข่ายถูกกล่าวหาสามารถอ้างเหตุป้องกันหรือจำเป็นหรืออำนาจระงับเหตุตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อสู้ในศาลได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ทหาร กระบวนการสอบสวนถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานและเชื่อว่าสุจริต จึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 70 ประมวลกฎหมายอาญา
“ไม่หนักใจที่การสอบสวนอาจจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาโทษประหารชีวิตกับอดีตนายกรัฐมนตรี เพราะการดำเนินการจะเป็นมติร่วมของพนักงานสอบสวนร่วมสามหน่วยงาน” ธาริต กล่าว
ด้านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะดูว่าการใช้อำนาจของฝ่ายต่างๆ เป็นไปตามกระบวนการแค่ไหน ส่วนที่จะมีการโยงว่าเป็นคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นั้น ศาลก็ได้บอกแล้วว่า คำสั่งของ ศอฉ. เป็นการสั่งให้เข้าควบคุมพื้นที่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการที่สั่งให้ไปฆ่าคน หรือทำให้เกิดความสูญเสีย ฉะนั้นต้องดูสภาวะแวดล้อม พฤติการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของอัยการและพนักงานสอบสวน แต่ถ้าคนสอบสวนมีอยู่และไม่สะท้อนความจริงคงจะไม่ได้
“ตอนนี้ ธาริต ก็พูดในสิ่งที่ฝ่ายการเมืองฝ่ายนู้นเขาพูดมาก่อน ซึ่งก็ข้องใจว่าเป็นการชี้นำหรือไม่ โดยผมจะดูหนทางในการดำเนินคดีและทุกฝ่ายต้องอยู่ใต้กระบวนการยุติธรรม” อภิสิทธิ์ กล่าว







