posttoday
จับตาศึกพิพาทจีน-ญี่ปุ่นสะท้านโลกส่อฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว

จับตาศึกพิพาทจีน-ญี่ปุ่นสะท้านโลกส่อฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว

18 กันยายน 2555

เรียกระเบิดกราดเกรี้ยวลูกใหญ่จากบรรดาลูกหลานแดนมังกรไปได้มากโข สำหรับการประกาศซื้อเกาะเซนกากุ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เรียกระเบิดกราดเกรี้ยวลูกใหญ่จากบรรดาลูกหลานแดนมังกรไปได้มากโข สำหรับการประกาศซื้อเกาะเซนกากุ หรือที่จีนเรียกว่าเกาะเตียวหยู ของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา

เพราะไม่เพียงแต่เกี่ยวพันกับประเด็นที่ตั้งของเกาะ ซึ่งอยู่บนพื้นที่พิพาทที่จีนกำลังอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของแย่งชิงอยู่กับญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับเรื่องศักดิ์ศรีและอำนาจอธิปไตยของประเทศ

การประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศจีน จึงกลายเป็นเรื่องบานปลายใหญ่โตประดุจไฟลามทุ่ง และเพิ่มระดับขั้นจากการสาดน้ำลายใส่กัน เป็นการลงมือทำร้ายทำลายอย่างจริงจัง

กระทั่งหนักหนาสาหัสถึงขนาดที่ปัจจัยความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดวงแคบเฉพาะอยู่ในการเมือง ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกต่อไป

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็ต้องบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ไม่สามารถแยกแยะให้เป็นเรื่อง “การเมืองคือการเมือง และเศรษฐกิจคือเศรษฐกิจ” ได้แล้ว

เป็นสถานการณ์ที่เจียงเชิงเว่ย รองรัฐมนตรีพาณิชย์จีน ต้องออกมายอมรับว่า รอยร้าวเรื่องเกาะเตียวหยูจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ขณะเดียวกันก็กลายเป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกเห็นตรงกันว่า ความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้นบนทะเลจีนตะวันออกแห่งนี้ จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียที่กำลังอยู่ในภาวะซบเซาจากปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปและสหรัฐ ตลอดจนต่อภูมิภาคเอเชียทั้งหมด

ทว่าที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นอยู่ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่าเกิดจากความตั้งใจของจีน มหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเอเชียที่ต้องการใช้ความได้เปรียบที่ตนเองมีอยู่สั่งสอนรัฐบาลแดนปลาดิบแบบเบาะๆ

จนรัฐบาลญี่ปุ่นเองอดรนทนไม่ไหว ต้องประกาศหาแบ็กอัพเสริมทัพ โดย โคอิชิโร เกมบะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวต่อสื่อมวลชนหลังจากการพบปะกับลีออน พาเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ว่า ญี่ปุ่นและสหรัฐมีสนธิสัญญาด้านความมั่นคงระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ตีความได้ว่า สหรัฐสามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ถ้าเพื่อความมั่นคงของภูมิภาค

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่สหรัฐและยุโรปเผชิญหน้ากับมรสุมหนี้จนเศรษฐกิจถดถอยซบเซา ญี่ปุ่นได้หันมาฟื้นฟูและเดินหน้าสานสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างเต็มที่ จนถึงในขณะนี้ จีนคือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ระบุชัดว่า การส่งออกเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมาของญี่ปุ่นไปจีน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% เมื่อเทียบกับการส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่เพียง 15.3% เท่านั้น

เรียกได้ว่าท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ไม่เป็นใจต่อการเติบโตของญี่ปุ่น จีนคือความคาดหวังหนึ่งเดียวที่จะช่วยฉุดเศรษฐกิจของแดนซามูไรแห่งนี้ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

แต่ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกำลังรุดหน้าไปได้สวย ถึงขนาดที่จีนกับญี่ปุ่นสามารถจับมือแลกเปลี่ยนสกุลเงินเยนหยวนได้โดยตรงเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ความคาดหวังดังกล่าวของรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีเหตุให้ต้องสะดุดครั้งใหญ่จากเกาะพิพาท

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดกระแสประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นแพร่ขยายทั่วประเทศ สินค้าสัญชาติญี่ปุ่น ธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นตกเป็นเป้าระบายความไม่พอใจอย่างเต็มที่ จนรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ต้องวอนขอรัฐบาลประธานาธิบดีหูจิ่นเทาของจีนให้ช่วยคุ้มครองญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลจีนก็รับปาก

แต่จนแล้วจนรอดซูเปอร์มาร์เก็ตของญี่ปุ่นในหลายเมือง โดยเฉพาะมณฑลทางตอนใต้เช่นที่กว่างโจว ถูกบุกรุกรื้อกระจุยกระจาย ร้านอาหารญี่ปุ่นหลายแห่งต้องปิดหนีม็อบ รถยนต์ญี่ปุ่นหลายคันโดนพรากจากเจ้าของมาทุบเผาทำลาย กระทั่งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าพานาโซนิค 3 แห่ง ต้องประกาศปิดโรงงาน หลังจากที่โรงงาน 2 แห่งโดนโจมตี

จับตาศึกพิพาทจีน-ญี่ปุ่นสะท้านโลกส่อฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว

 

ด้านโตโยต้าและฮอนด้า สองบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นก็เพิ่งจะประกาศวันหยุดพร้อมปิดโรงงานหลังโกดังเก็บรถยนต์ในเมืองชิงเต่าถูกลอบวางเพลิงจนเสียหายหนัก และบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างเซเวนแอนด์ไอ ต้องประกาศปิดสาขาของตนเอง 7 แห่งในเมืองต่างๆ ของจีน

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมแนวโน้มยอดขายรถยนต์ญี่ปุ่นในจีนที่เริ่มปรับตัวลดลง แม้ว่าตลาดรถยนต์ของประเทศจีนแห่งนี้จะอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน ระบุชัดว่า ยอดขายรถยี่ห้อญี่ปุ่นขณะนี้ลดลงไปแล้ว 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า ขณะที่รถยนต์ต่างชาติยี่ห้ออื่น ทั้งของเยอรมนี สหรัฐ เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส ปรับตัวเพิ่มขึ้น 25%, 19%, 12% และ 4% ตามลำดับ

ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในมณฑลแห่งหนึ่งของจีนถึงกับลงประกาศรณรงค์ต่อต้านไม่เอาสินค้าญี่ปุ่น และสถานีโทรทัศน์แห่งชาติจีน (ซีซีทีวี) ถึงขนาดไม่ยอมเผยแพร่โฆษณาสินค้าญี่ปุ่นใน 2 ช่องสถานีหลักของตนเองในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ดูเหมือนว่ากระแสการต่อต้านเพียงแค่นั้นจะยังไม่เพียงพอสำหรับการปราบรัฐบาลแดนซามูไร เพราะรายงานจากสำนักข่าวเอพีระบุชัดเจนว่า แม้เบื้องหน้าจีนจะเตือนและห้ามปรามไม่ให้ผู้ชุมนุมประท้วงก่อความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนก็ส่งเสริมให้ใช้ประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นแรงกดดันต่อญี่ปุ่น

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งชาติจีนได้ออกคำสั่งให้บริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งยกเลิกทัวร์ไปญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของประเทศ โดยสัญญาว่าจะชดเชยความเสียหายในส่วนที่บริษัทไม่สามารถจัดการได้

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังฝืดเคืองและรายได้หลักของประเทศอย่างการท่องเที่ยวเพิ่งจะฟื้นสภาพจากธรณีพิบัติภัยสึนามิเมื่อปี 2554 ได้ไม่นาน นักท่องเที่ยวจีนที่มีพร้อมทั้งปริมาณและกำลังซื้อจึงถือเป็นความหวังของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น จนถึงขนาดที่เสนอทำวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนว่าสามารถเข้าญี่ปุ่นได้หลายครั้ง (MultipleEntry Visa) และอยู่ได้นานมากขึ้น ส่งผลให้ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นถึง 1.05 ล้านคน

การห้ามปรามนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างอะไรกับการสกัดหนทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอีกครั้ง เหมือนเมื่อปี 2553 ที่จีนลงดาบด้วยการระงับการส่งออกแร่ธาตุหายาก (แรร์เอิร์ท) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีไฮเทคต่างๆ ที่บรรดาชาติอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างพึ่งพาญี่ปุ่น เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ญี่ปุ่นจับกุมชาวประมงจีนหลังเกิดเหตุข้อพิพาทเกาะเตียวหยู

ท่าทีที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้จีนจะยืนกรานหนักแน่นว่าไม่เคยนำเรื่องการเมืองมาปะปนกับเศรษฐกิจ แต่ท้ายที่สุดจีนก็อดไม่ได้ที่จะใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจที่ตนเองมีอยู่ โดยเฉพาะการค้า เพื่อลงโทษประเทศที่ขัดแย้งด้วย

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในทำนองที่จีนใช้พลังอำนาจทางเศรษฐกิจบีบญี่ปุ่นในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่อย่างใด โดยประเทศที่รู้ซึ้งดีที่สุดก็คือบรรดาประเทศ 10 ชาติสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งงัดข้อกับจีนเรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้ จนจีนสั่งระงับการนำเข้ากล้วยจากฟิลิปปินส์ พร้อมระงับทัวร์จีนไม่ให้เที่ยวที่ประเทศดังกล่าว

เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูที่ค่อนข้างได้ผล เนื่องจากทำให้ประเทศเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน ต้องระมัดระวังและสงวนท่าทีของตนเองในทันที เมื่อเอ่ยถึงการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ในบริเวณทะเลจีนใต้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตามองไม่ได้มีเฉพาะความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศอื่นๆ ที่ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับจีนแต่อย่างใด

แต่ยังรวมถึงการที่จีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก ไม่สามารถจับมือร่วมใจกันฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจซบเซาที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ได้

ยิ่งเมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไม่ได้แข็งแกร่งยอดเยี่ยมเหมือนเช่นช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยืนยันได้จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่การคาดการณ์อยู่ในระดับ 8% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

การร่วมมือร่วมใจระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อกันและกัน และเป็นปัจจัยสำคัญไม่น้อยต่อการเติบโตของทั้งภูมิภาคเอเชียทั้งหมด ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพันธมิตรทางการค้ากับทั้งจีนและญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์อาจลุกลามบานปลายหนักถึงขั้นที่จะต้องงัดเอามาตรการทางเศรษฐกิจมาใช้โจมตีตอบโต้จนเจ็บกันทั้งคู่และเจ็บกันทั้งหมด

ทว่า คนที่เจ็บหนักที่สุดย่อมไม่ใช่ “จีน” แน่นอน!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท