
คอป.สรุปชุดดำโยงการ์ดนปช.-รัฐบกพร่องไม่ประเมินผล
คอป.สรุปรายงานเหตุความรุนแรงการเมืองฉบับสมบูรณ์ พบชายชุดดำมีจริงพัวพันเสธ.แดง-การ์ดนปช. รัฐบกพร่องไม่ประเมินผลคำสั่งปฏิบัติการ
คอป.สรุปรายงานเหตุความรุนแรงการเมืองฉบับสมบูรณ์ พบชายชุดดำมีจริงพัวพันเสธ.แดง-การ์ดนปช. รัฐบกพร่องไม่ประเมินผลคำสั่งปฏิบัติการ
เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) พร้อมกรรมการคอป. แถลงสรุปผลรายงาน การค้นหาความจริงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ของ คอป. ฉบับสมบูรณ์หลังครบวาระการทำงาน 2 ปี
ความขัดแย้งรัฐบาล-เสื้อแดงจุดชนวนรุนแรง
นายสมชาย หอมละออ คณะอนุกรรมการ คอป. แถลงว่า จากการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย. ถึง พ.ค. 2553 พบว่ามีเหตุปัจจัยมาจากความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจต่อกันระหว่างรัฐบาล กับ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสืบเนื่องมาจากปี 2552
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 มีผู้เสียชีวิต 92 คน เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 8 คน เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีก่อนแทบจะไม่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คน นอกนั้นพลเรือน 82 คน โดยในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุม บางคนเป็นประชาชนที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ มีช่างภาพชาวต่างประเทศ 2 คน และกลุ่มคนรักสีลมซึ่งไม่เห็นด้วยต่อการชุมนุม นปช. 1 คน ในจำนวน 92 คน มีข้อมูลพยานหลักฐานว่าเสียชีวิตจากการโจมตีของคนชุดดำ 9 คน เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 6 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คน และกลุ่มคนรักสีลม 1 คน ส่วนประชาชนจำนวนมากเสียชีวิตจากกระสุนที่ยิงมาจากทิศทางที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่
จากการตรวจสอบเหตุการณ์วันที่ 9 เม.ย.กรณีสถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี อย่างละเอียด แม้จะมีความรุนแรงแต่ก็ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่การที่เจ้าหน้าที่ทหารระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการยกระดับความรุนแรง การที่เจ้าหน้าที่นำอาวุธสงครามไปในการปฏิบัติ โดยเก็บไว้ในรถเสบียง ซึ่งผู้ชุมนุมยึดมาแล้วนำมาแสดงต่อสื่อมวลชน ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจจากผู้ชุมนุมมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามการปฏิบัติของผู้ชุมนุมบางคนต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ปรากฏเป็นภาพที่เผยแพร่ที่ทำให้ทหารเกิดความรู้สึกสะเทือนใจ เช่น ผู้ชุมนุมบังคับให้ทหารคุกเข่า ส่วนทหารมีเหตุผลที่นำอาวุธสงครามแตกต่างกันไป เช่น เป็นอาวุธประจำตัว หรือเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย แต่การที่เกิดการระงับการออกอากาศของพีเพิลแชนแนลแม้จะใช้อำนาจที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นการกระตุ้นและยกระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ชุดดำไม่ทราบฝ่ายใช้อาวุธสงครามโจมตีทหาร
สำหรับเหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียมากที่สุดคือที่สี่แยกคอกวัวและถนนดินสอ วันที่ 10 เม.ย.2553 มีผู้เสียชีวิต 26 คน เป็นพลเรือน 21 คน รวมทั้งนายมูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ทหาร 5 คน รวมทั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม มีผู้บาดเจ็บทั้งผู้ชุมนุมและทหารรวมกว่า 864 คน เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร กว่า 300 คน โดยพบหลักฐานว่ามีคนชุดดำ ไม่ทราบฝ่ายแน่ชัด ใช้อาวุธสงคราม โจมตีเจ้าหน้าที่ทหารที่ถนนตะนาว และถนนข้าวสารบริเวณสี่แยกคอกวัว ในเวลาประมาณ 20.00 น. โดยใช้ระเบิดเอ็ม 79 และอาวุธปืนเล็กยาวหรืออาวุธสงครามยิงเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งปฏิบัติการอยู่ที่ถนนตะนาวและถนนข้าวสาร เสียชีวิต 1 นาย
ขณะที่ถนนดินสอ จากหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ต่อเนื่องมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มคนชุดดำเช่นเดียวกัน
จากการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากทาง คอป. หลังจากมีการโจมตีแล้วพบว่ามีร่องรอยกระสุน ที่มีวิถีการยิงมาจากที่เจ้าหน้าที่อยู่ ถ้าบนถนนตะนาวก็คือจากทิศทางวงเวียนวัดบวรนิเวศวิหารมาทางสี่แยกคอกวัว
ถ้าที่ถนนดินสอจากสะพานวันชาติมาทางวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีร่องรอยมากที่ถนนตะนาวนั้นนอกจากระเบิด เอ็ม 79 แล้วพบร่องรอยกระสุนที่ยิงสวนกลับไปแต่ไม่มากนัก
สำหรับที่ถนนดินสอพบร่องรอยระเบิดซึ่งเป็นระเบิด เอ็ม 67 และผู้เชี่ยวชาญบางคนก็บอกว่าเป็นระเบิด เอ็ม 79 ด้วย โดยมีเอ็ม 67 อยู่ 2 ลูก แต่เราไม่พบร่องรอยกระสุนที่ยิงสวนไป จากวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปทางสะพานวันชาติ
ยืนยันพล.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิตจากระเบิดเอ็ม67
จากการตรวจสอบหลายฝ่าพบว่าระเบิด เอ็ม 67 นั้น น่าจะขว้างมาจากบ้านไม้โบราณหลังหนึ่ง ที่อยู่ตรงข้ามกับทางเข้าของโรงเรียนสตรีวิทยา และระเบิด 2 ลูกนี้เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย รวมทั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรมด้วย มีข่าวหรือการกล่าวในทางสื่อมวลชนว่า พ.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิตด้วยกระสุนปืน จากการชันสูตรพลิกศพไม่พบร่องรอยว่า พ.อ.ร่มเกล้านั้นถูกยิงด้วยกระสุนปืน และน่าเชื่อได้ว่าเสียชีวิตด้วยพิษจากสะเก็ดระเบิด เอ็ม 67
การ์ดนปช.อยู่เบื้องหลังชุดดำ-พัวพันเสธ.แดง
นายสมชายแถลงว่า ประเด็นสำคัญ คอป.พบว่า ปฏิบัติการของคนชุดดำ ในทั้ง 2 พื้นที่ ได้รับการสนับสนุนจากการ์ด นปช.บางคน โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติวิทยาศาสตร์พยายามเปรียบเทียบกล้องวงจรปิดที่อยู่บริเวณนั้นกับกล้องของนักข่าว เพื่อที่จะทราบเวลาที่แน่นอนของการเกิดเหตุ และจากการตรวจสอบโดยละเอียดไม่พบหลักฐานของการเสียชีวิตของทหารทั้ง 5 นาย และบาดเจ็บจำนวนมากนั้นเกิดจากการโจมตีหรือการต่อสู้กันเองระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร
ทั้งนี้น่าเชื่อว่าได้เกิดจากการโจมตีและระเบิดสังหารโดยคนชุดดำ แต่ไม่พบพยานหลักฐานเช่นเดียวกันว่ามีผู้ชุมนุมรายใดเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการปฏิบัติการของคนชุดดำ
อย่างไรก็ตาม พบว่าคนชุดดำบางคนเป็นผู้ใกล้ชิดกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และพบว่า พล.ต.ขัตติยะปรากฏตัวในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ตอนบ่าย เช่น สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า หน้าโรงเรียนสตรีวิทยาตั้งแต่ตอนเย็น ก่อนเกิดเหตุการณ์ และหลังเหตุการณ์ก็ได้ปรากฏตัวที่นั่นอีก
ไม่มีคนซุ่มยิงริมระเบียงกองสลากฯ
สำหรับบริเวณสี่แยกคอกวัวซึ่งมีภาพเผยแพร่ว่ามีคนซุ่มยิงบริเวณระเบียงของอาคารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เราได้ร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว โดยการถ่ายภาพจำลองเหตุการณ์ พบว่าเป็นเงาของต้นปาล์ม ไม่ใช่คนซุ่มยิง และพบว่าทั้งคนชุดดำ และเจ้าหน้าที่ทหารเข้าใจว่าเป็นคนซุ่มยิง และยิงไปตรงจุดนั้น โดยพบแกนกระสุนที่เป็นเหล็ก ซึ่งเป็นกระสุนของปืนเอเค หรือปืนอาก้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้
ขณะเดียวกัน คอป.พบร่องรอยตรงกำแพงระเบียงมีการยิงมาจากถนนข้าวสารด้วย ซึ่งเป็นทิศทางที่เจ้าหน้าที่อยู่ แสดงว่าภาพที่เห็นไหวๆ เหมือนกับคนซุ่มยิงนั้นทางทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันก็เข้าใจว่าเป็นคนซุ่มยิงแล้วก็ยิงของอีกฝ่ายแล้วก็ยิงไปอีกจุด ดังนั้นที่สี่แยกคอกวัวจึงไม่น่าจะมีคนที่ยิงมาจากที่สูง
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริเวณโรงเรียนสตรีวิทยานั้น ช่างภาพ นักข่าวต่างประเทศและผู้ชุมนุมที่สัมภาษณ์เชื่อว่ามีการยิงลงมาจากอาคารชั้นบนสุดของโรงเรียนสตรีวิทยา โดยเขาบอกว่าเขาเห็นขณะที่ยิง โดยยิงมาที่ผู้ชุมนุมที่วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และในคืนนั้นเองผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งก็จะพยายามเข้าไปในโรงเรียนสตรีวิทยา เพื่อขึ้นไปตรวจสอบ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งพักอาศัยอยู่ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่โรงเรียนนั้นห้ามไม่ให้ขึ้นไป
พบ10เม.ย.มีพนักงานเขาดินถูกกระสุนเร็วสูงยิงดับ
เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.2553 นั้น คนพุ่งความสนใจไปเฉพาะเหตุการณ์ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว และบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาเท่านั้น แต่ความจริงแล้วความรุนแรงได้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนบ่าย คือบริเวณใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งทหารได้เข้ามาสลายการชุมนุมของ นปช. นั้น ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 1 คนในช่วงเวลาบ่าย ใกล้สะพานมัฆวานบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ เสียชีวิตด้วยกระสุนความเร็วสูง และในช่วงดึกของวันดังกล่าวหลังจากที่เหตุการณ์บริเวณถนนราชดำเนินสงบแล้ว มีพนักงานสวนสัตว์ดุสิตคนหนึ่งถูกยิงตายด้วยกระสุนความเร็วสูงเสียชีวิตในสวนสัตว์ดุสิต
จากการตรวจสอบพบว่าในสวนสัตว์ดุสิตนั้นมีทหารหน่วยหนึ่งพักอาศัยอยู่ แต่ไม่ทราบสาเหตุของการยิงและทำไมถึงมีการยิงเกิดขึ้น และบริเวณนี้มีความสืบเนื่องกับเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าในตอนเย็นด้วย ก็คือในช่วงบ่ายบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ในขณะที่กำลังทหาร เจ้าหน้าที่ทหารกำลังเคลื่อนจากฝั่งธนบุรีมาสมทบกับกำลังทหารที่ฝั่งพระนคร โดยข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้ามา แล้วก็พบว่านายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แกนนำคนหนึ่งของ นปช. พร้อมกับการ์ด นปช.จำนวนหนึ่ง ไปปฏิบัติการขัดขวางการเคลื่อนกำลังของเจ้าหน้าที่ และยึดอาวุธยุทธภัณฑ์ของทหารไป และมีการปรากฏตัวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ในบริเวณดังกล่าวด้วย
ปืนทหารถูกม็อบยึดสูญหายหลายกระบอก
ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. 2553 พบว่าอย่างน้อย 2 พื้นที่ ปืนลูกซองของทหาร 35 กระบอก ปืนเล็กยาวหรือ ปลย. ชนิดทราโว่จำนวน 12 กระบอก พร้อมกระสุนจริง 700 นัด ถูกการ์ด นปช.ยึดไป และในเหตุการณ์ที่โรงเรียนสตรีวิทยา ที่เจ้าหน้าที่สูญเสียมาก สูญเสียมาก รถสายพานลำเลียงถูกเผา ปืน เอ็ม 16 จำนวน 9 กระบอก ทราโว่จำนวน 13 กระบอก และอื่นๆ ถูกยึดไป อาวุธเหล่านี้ทางราชการได้กลับคืนมาเพียงปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก และปืนทราโว่ 2 กระบอกเท่านั้น ที่เหลือยังไม่ได้คืน
ประเด็นสำคัญก็คือ อาวุธปืนเหล่านี้การ์ด นปช. ได้นำไปมอบไว้ให้ที่เวที นปช. ตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่พนักงานสอบสวนคงต้องสอบสวนต่อไป เพื่อให้ความจริงเกี่ยวกับปืนจำนวนนี้ปรากฏ
อาวุธสงครามยิงจากม็อบใส่จนท.-ประชาชนที่สีลม
ขณะที่ความรุนแรงที่ศาลาแดงซึ่งเกิดขึ้นหลายช่วง ช่วงหนึ่งก็คือวันที่ 13 เม.ย. ถึงวันที่ 13 พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ก่อน ศอฉ.จะใช้มาตรการปิดล้อมการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ในช่วงนี้มีการยิงอาวุธสงครามเข้าใส่ประชาชนและเจ้าหน้าที่บริเวณถนนสีลมหลายเวลา หลายครั้ง หลายวัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 คน พลเรือนเสียชีวิต 1 คน
ประเด็นสำคัญก็คือว่าการยิงนั้นยิงมาจากพื้นที่ควบคุมของผู้ชุมนุม บริเวณลานพระรูปรัชกาลที่ 6 และสวนลุมพินี วันที่ 29 เม.ย. แกนนำ นปช. นายพายัพ ปั้นเกตุ ได้นำผู้ชุมนุมเข้าบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่แกนนำที่สี่แยกราชประสงค์ก็ได้ขอโทษประชาชนไปแล้ว และอธิบายว่าเป็นการดำเนินการโดยพลการ
กระสุนสังหารเสธ.แดงยิงจากอาคารสูง-ชุดดำยิงตอบโต้
ขณะที่การเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ในวันที่ 13 พ.ค.ตอนเย็น ซึ่งถูกยิงขณะที่อยู่หน้าลิฟท์คนพิการสถานีรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที สถานีสีลมฝั่งสวนลุมพินี จากการตรวจสอบเชื่อว่ายิงมาจากอาคารสูงที่อยู่โดยรอบด้านขวาของ พล.ต.ขัตติยะ ก็คืออาจะเป็นโรงแรมดุสิตธานี สีลมพลาซ่า กระทั่งอาคารบางอาคารในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และในช่วงนั้น ศอฉ.อนุญาตแล้ว แล้วก็ได้จัดให้มีพลแม่นปืนและพลซุ่มยิงประจำอยู่ตามอาคารต่างๆ โดยรอบ
มีข้อสังเกตว่าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการปิดล้อมซึ่งจะมีในวันรุ่งขึ้นของ ศอฉ.หรือไม่ ประเด็นสำคัญก็คือทันทีที่ พล.ต.ขัตติยะถูกยิง มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศอย่างน้อย 1 คน เห็นคนชุดดำวิ่งเข้าไปในเต๊นท์และหยิบปืนเล็กยาวออกมา แล้วยิงไปทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงแรมดุสิตธานีเนื่องจากเข้าใจว่า พล.ต.ขัตติยะถูกยิงมาจากตึกดังกล่าว แล้วพื้นที่นั้นก็คือลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ซึ่งอยู่ในการควบคุมของการ์ด นปช.
ต่อมาได้มีการปิดล้อมตั้งแต่วันที่ 13-18 พ.ค. ซึ่งโดยสรุปมีผู้เสียชีวิตในช่วงเวลาดังกล่าว ในช่วงปิดล้อมนั้นถึง 42 คน เป็นการเสียชีวิตที่สวนลุมพินี สีลม ถนนพระราม 4 บ่อนไก่ 22 คน ถนนราชปรารถ ดินแดง ซึ่งเป็นจุดเดือดอีกจุดหนึ่ง 20 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุม มีบางคนเป็นชาวชุมชน และเป็นอาสาพยาบาล 1 คน เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัย 1 คน โดยบริเวณสวนลุมพินี สีลม ถนนพระราม 4 บ่อนไก่ รวมทั้งถนนวิทยุ พบว่ามีการปฏิบัติการของชายชุดดำเช่นกัน พบร่องรอยกระสุนที่ยิงไปตามถนนพระราม 4 ที่ยิงมาจากหน้าอาคารอื้อจือเหลียง เชิงสะพานไทย-เบลเยี่ยม ไปในทิศทางที่ไปทางด่วน ซึ่งมีผู้ชุมนุมอยู่
ทั้งนี้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือมีกระสุนปืนลูกกรดหรือแม็กนั่ม ที่อาจจะทำให้มีผู้เสียชีวิตบางรายอยู่ เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีอาวุธชนิดนี้ใช้ในการปฏิบัติการ ส่วนจุดราชปรารถและดินแดงมีผู้เสียชีวิต 23 ราย รวมทั้งที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยด้วย ในจำนวนนี้ 3 คนเสียชีวิตวันที่ 19 พ.ค. มีเยาวชนต่ำกว่าอายุ 18 ปีอยู่ 2 รายด้วย
ชุดดำใช้เอ็ม79โจมตีทหารเข้ากระชับพื้นที่สวนลุมฯ
หลังการปิดล้อมแล้ว เหตุการณ์ก็ยกระดับในวันที่ 19 พ.ค. 2553 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ชุมนุมที่อยู่ตามจุดต่างๆ ได้กลับภูมิลำเนา โดยการเข้าไปกระชับพื้นที่บริเวณสวนลุมพีนี และถนนราชดำริตั้งแต่แยกศาลาแดงขึ้นไป โดยมีเป้าหมายคือโรงแรมโฟรซีซั่นส์ โดยหวังให้ผู้ชุมนุมแยกย้ายกลับไปขึ้นรถที่จัดเตรียมรอไว้ที่สนามกีฬาแห่งชาติ พบว่าขณะที่เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนไปมีความรุนแรงเกิดขึ้น กระทั่งมีผู้เสียชีวิต ซึ่งเข้าใจว่ามีแค่ 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม แต่บริเวณถนนราชดำริขึ้นไปจนถึงแยกสารสินมีผู้เสียชีวิต 6 คน เป็นทหาร 1 นาย ชายไม่ทราบชื่อ 1 คน รวมทั้งนายฟาบิโอ ช่างภาพชาวอิตาลีด้วย
ทั้งนี้ทหารเสียชีวิตเนื่องจากถูกสะเก็ดระเบิด เอ็ม 79 ซึ่งมีการโจมตีมาจากชายชุดดำ ขณะที่ทหารเคลื่อนกำลังไปถึงแยกสารสิน โดยมีทิศทางการยิงมาทางด้านทิศเหนือ หรือทิศที่ไปทางแยกราชประสงค์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีพลเรือน นอกจากทหาร ช่างภาพ ถูกโจมตีด้วยเอ็ม 79 หลายลูกโดยคนชุดดำ และคนอื่นไม่พบว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติการของคนชุดดำ
ทหาร-ชุดดำปะทะเดือดสถานีรถไฟฟ้าสยาม
สำหรับเหตุการณ์วัดปทุมวนาราม ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ที่ทหารบนรางรถไฟฟ้าเล็งปืนและยอมรับว่ายิงจำนวนหนึ่งไปหน้าวัดปทุมวนาราม หรือในวัดปทุมวนาราม ได้มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับคนชุดดำ ที่พยายามเข้าไปอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงที่ไหม้อยู่ที่โรงหนังสยาม แล้วก็มีการไล่ตามกันมาจนคนชุดดำมาถึงแยกเฉลิมเผ่า แล้วพบร่องรอยรวมทั้งประจักษ์พยานว่ามีการยิงตอบโต้กันระหว่างคนชุดดำที่อยู่ใต้สกายวอล์ค กับเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่บนสถานีรถไฟฟ้าสยาม
ทั้งนี้มีร่องรอยกระสุนปรากฏอยู่ทั้งสองส่วน คือ ส่วนที่เจ้าหน้าที่อยู่ และส่วนที่คนชุดดำอยู่ แล้วก็มีพยานหลักฐานที่พบว่าคนชุดดำนั้นได้วิ่งเลียบกำแพงวัดปทุมวนารามไปในตอนเย็นวันนั้น ส่วนร่องรอยกระสุน คอป.ยังมีภาพจำลองที่พูดถึงความเป็นไปได้ถึงวิถีกระสุนที่ทำให้ผู้ชุมนุมรวมทั้งอาสาพยาบาลเสียชีวิต
ขณะเซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผาทหารยังเคลื่อนเข้ามาไม่ถึง
ขณะที่ประเด็นว่าวัดปทุมวนารามเป็นที่ซ่อมสุมของชายฉกรรจ์หรือคนชุดดำหรือไม่ และมีการยิงจากในวัดเข้ามายังเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ในสถานีรถไฟฟ้าหรือไม่ ประเด็นนี้พบว่ามีรอยแตกบนอาคารรถไฟฟ้าที่สถานีสยาม แต่ไม่ทราบว่าเป็นรอยกระสุนหรือไม่ เนื่องจากอยู่ที่สูง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานก็ไม่ได้เข้าไป แต่หากเป็นรอยกระสุนจริงก็น่าจะมีการยิงออกมาจากด้านในวัดเช่นกัน แต่ก็มีการ์ด นปช. มีผู้ถืออาวุธอยู่ในวัด ซึ่งก็ไม่ใช่วันที่ 19 พ.ค.
จากการตรวจสอบในวัดวันที่ 20 พ.ค.เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืน เอ็ม 16 อยู่ในวัดอีกด้วย ประเด็นก็คือ เอ็ม 16 กระบอกนี้เป็นกระบอกเดียวกับที่ผู้ชุมนุมยึดไปจากทหารเมื่อวันที่ 14 พ.ค. จากเหตุการณ์ที่ทหารขับรถเข้ามา แล้วผู้ชุมนุมก็เข้าไปยึดรถ ทุบตีเจ้าหน้าที่ และยึดอาวุธปืน เอ็ม 16 ไป
ส่วนการเผาอาคารเซ็นทรัลเวิลด์นั้น ไฟได้ไหม้จากห้างเซน และเข้าไปในเซ็นทรัล เวิล์ด ยังไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารมาถึง แต่มีผู้ชุมนุมอยู่บริเวณนั้นจำนวนมาก หลังจากที่แกนนำได้ประกาศมอบตัว
จากการตรวจสอบสรุปว่ามีการปฏิบัติการของกลุ่มชายชุดดำจริง และมีการใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่อยู่ ประกอบการก่อวินาศกรรมทั้งก่อนและระหว่างการชุมนุมในหลายสิบจุด ถึงบัดนี้ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้
ชุดดำใกล้ชิดเสธ.แดงแต่ยังไม่โยงถึงแกนนำนปช.
ทั้งนี้คนชุดดำที่มีอาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่พบว่า มีความเกี่ยวพันกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล คืออยู่ในกลุ่ม ไปไหนด้วยกัน และการปฏิบัติการของคนชุดดำในบางเหตุการณ์ ได้รับความร่วมมือและสนับสนุน รวมทั้งรู้เห็นเป็นใจจากการ์ด นปช. แต่คนชุดดำจะมีความสัมพันธ์หรือใกล้ชิดกับแกนนำ นปช. หรือไม่ ไม่มีพยานหลักฐานที่โยงไปถึงขนาดนั้น แต่ในหลายเหตุการณ์อยู่ในพื้นที่ควบคุมโดยการ์ด นปช. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราได้รับ ซึ่งสรุปได้ยากว่ามีจำนวนคนชุดดำมีเท่าไหร่ แล้วเป็นใคร
รัฐบกพร่องในการปฏิบัติ-ศอฉ.ไม่มีระบบตรวจสอบจนท.
ในส่วนรัฐก็พบความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะ ศอฉ.ไม่มีระบบการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่ออกไปปฏิบัติการ นอกจากรอรับรายงาน ไม่มีการประเมินผลว่าคำสั่งปฏิบัติการจะมีผลอย่างไรกับผู้ชุมนุม ทำให้ผู้บริหารบางคนยังเข้าใจว่าไม่มีการใช้กระสุนจริง ทั้งที่จริงมีการใช้กระสุนจริงด้วย
ทั้งนี้ การใช้อาวุธที่จะละเมิดต่อชีวิตจำเป็นต้องใช้ระวังเป็นพิเศษเช่นการยิงผู้ที่ไม่มีอาวุธอาจทำให้บาดเจ็บ ล้มตายได้ เคยมีคำพิพากษาเหตุรุนแรงเมื่อปี 2552 ว่าการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่แม้จะถูกยั่วยุโจมตีแต่ถ้าได้ใช้อาวุธกับคนไม่มีอาวุธในมือกองทัพต้องรับผิดชอบ
อนึ่งรายงานคอป.มีความหนาจำนวนกว่า 300 หน้า โดยเป็นการสาเหตุเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหมด และให้รายละเอียดเหตุการณ์เฉพาะกรณี จำนวน 10 เหตุการณ์ อาทิ เหตุการณ์ความรุนแรงที่สถานีดาวเทียมไทยคม เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2553 , เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 , การเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สัวสัดิผล เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 , เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณสวนลุมพินี - สีลม - ถนนพระพรรามที่ 4 บ่อนไก่ รวมทั้งเหตุการณ์วัดปทุมวณาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553







