
ทุนนิยมแบบจีน
ปัจจุบันโลกของเรากำลังตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยกระแสหลักของระบบทุนนิยมแล้วจะมีอยู่ 2 กระแส ได้แก่ ทุนนิยมแบบตลาดเสรีและทุนนิยมแบบรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และอยู่เบื้องหลังการให้การสนับสนุนบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศ โดยขณะเดียวกันบริษัทหรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านั้นจะต้องจ่ายผลตอบแทน หรือที่เรียกว่า “เงินปันผล” เป็นรายปีให้แก่รัฐเป็นการตอบแทน
ปัจจุบันโลกของเรากำลังตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยกระแสหลักของระบบทุนนิยมแล้วจะมีอยู่ 2 กระแส ได้แก่ ทุนนิยมแบบตลาดเสรีและทุนนิยมแบบรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และอยู่เบื้องหลังการให้การสนับสนุนบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศ โดยขณะเดียวกันบริษัทหรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านั้นจะต้องจ่ายผลตอบแทน หรือที่เรียกว่า “เงินปันผล” เป็นรายปีให้แก่รัฐเป็นการตอบแทน
ทุนนิยมแบบตลาดเสรี หมายถึง การที่รัฐปล่อยให้กลไกของตลาดทำหน้าที่ของมันเองในการดูแลการเคลื่อนไหวและความเป็นไปของธุรกิจ โดยรัฐจะเพียงเป็นผู้ออกกฎหมาย กำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นระเบียบมากที่สุด โดยทั่วไปแล้วรัฐจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ โดยตรง
ระบบทุนนิยมแบบตลาดเสรียังคงเป็นระบบที่นิยมใช้กันมากในประเทศที่เจริญแล้ว นำโดยสหรัฐและอีกหลายประเทศในทวีปยุโรปและบางประเทศที่เจริญแล้วในเอเชีย เช่น สิงคโปร์
ทุนนิยมระบบที่สองเรียกว่า ทุนนิยมแบบรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในองค์กรทางธุรกิจและให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น ในกลุ่มประเทศบริกส์ อันประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย จีน และอินเดีย และอีกหลายประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
ทุนนิยมแบบนี้รัฐจะสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการทำธุรกิจของบริษัทหรือองค์กรทางธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยการให้สิทธิพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่าสัมปทานที่ดินราคาถูกในระยะยาว การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพร้อมกับระยะเวลาการผ่อนชำระคืนในระยะยาวผ่านธนาคารของรัฐ หรือแม้แต่การสนับสนุนด้านเงินทุนอื่นๆ และการล็อบบี้รัฐบาลต่างประเทศเพื่อให้บริษัทในประเทศได้งานในโครงการใหญ่ๆ มูลค่ามากมายมหาศาล
ประเทศที่ถูกจับตามองจากประเทศตะวันตกมากที่สุดในขณะนี้ว่าเป็นประเทศที่กำลังใช้ระบบทุนนิยมแบบรัฐให้การหนุน หลังสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบให้แก่การแข่งขันทางธุรกิจได้แก่ ประเทศจีน โดยในจีนเพียงประเทศเดียวมีบริษัทที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่มากกว่า 1 แสนบริษัท และในจำนวนนี้มีบริษัทที่มีพลังทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองมากมายมหาศาล ทำรายได้ให้แก่รัฐบาลจีนเป็นอย่างมากอยู่ถึง 117 บริษัท
บริษัทที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจีนปัจจุบันครองความได้เปรียบด้านการทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เช่น การบิน การรถไฟ เหล็กกล้า โทรคมนาคม การเงินการธนาคาร พลังงาน และด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า กล่าวง่ายๆ ได้ว่า อุตสาหกรรมหลักๆ ในจีนถูกครอบงำโดยบริษัทของรัฐเกือบจะทั้งสิ้นและเป็นการยากลำบากที่ภาคเอกชนจะเข้าไปมีบทบาทหรือขอมีส่วนแบ่งทางธุรกิจ
เนื่องจากบทบาทและอิทธิพลของบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของมีมากมายเสียจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคเอกชนของจีนทำให้รัฐบาลจีนเริ่มลดความร้อนแรงของบริษัทรัฐลง โดยเมื่อกลางปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนออกประกาศขอเพิ่มส่วนแบ่งจากผลกำไรของบริษัทที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อให้รัฐมีรายได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการนำส่งรายได้เข้ารัฐมากโขอยู่ แต่ยังมีบริษัทอีกจำนวนมากที่ไม่ยอมส่งส่วนแบ่งรายได้จากผลกำไรเข้ารัฐตามที่ตกลงกัน
แม้กระทั่งบริษัทระดับท็อป 117 บริษัทของจีนก็นำส่งรายได้คิดเป็นสัดส่วนจากผลกำไรในอัตราเพียง 15% เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐวิสาหกิจทั่วไปในประเทศอื่นๆ ที่มีการนำส่งรายได้เข้ารัฐในอัตราประมาณ 33% ของผลกำไร
บุคคลสำคัญในรัฐบาลจีนปัจจุบันที่มีบทบาทในการกำกับดูแลบริษัทที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แก่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า และรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งชื่อว่า เฉาหนิง ที่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดดูแลองค์กรที่เรียกว่า “คณะกรรมาธิการด้านการควบคุมดูแลและการบริหารสินทรัพย์ของรัฐ” โดยเฉพาะ เฉาหนิง เป็นผู้ที่มีค่านิยมติดตัวมานานว่าจะต้องสร้างบริษัทของรัฐจีนให้มีบทบาทและอิทธิพลสามารถต่อสู้กับบรรษัทขนาดใหญ่ระหว่างชาติได้อย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเริ่มฟังเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนจีนด้วยกันเองแล้ว ว่าการสร้างอำนาจมหาศาลให้แก่บริษัทธุรกิจที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันภาคธุรกิจในและนอกประเทศจะไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนโดยภาพรวมในอนาคต
นอกจากนั้นแล้ว จากรายงานของสื่อหลายแขนงยังพบอีกว่าบรรดาบริษัทที่รัฐถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบันมีการแจกจ่ายผลประโยชน์ให้แก่ผู้บริหารของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะสืบสายเลือดมาจากผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์กว่า 90% จนกลายเป็นการคอร์รัปชันกันอย่างแพร่หลาย และเป็นเหตุให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวต้องออกระเบียบล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ทุกบริษัทยกเลิกการแจกจ่ายผลประโยชน์ที่มากมายและสูญเปล่าให้ผู้บริหารของบริษัทของรัฐอย่างเด็ดขาด
จะเห็นว่าในโลกของการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นการแข่งขันอย่างเสรีระหว่างบริษัทเอกชนด้วยกันแล้ว ยังเป็นการแข่งขันกับบริษัทที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และสามารถชี้ขาดความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อีกด้วย เช่น ในจีน ถ้าเอกชนต่างชาติไม่มีความรู้พื้นฐานด้านโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของจีนอย่างดีพอโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนและสร้างพลังทางเศรษฐกิจในแดนมังกรย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
เพราะฉะนั้น การที่เราจะเห็นการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของโลกเป็นไปอย่างเสรีโดยสมบูรณ์ปราศจากการยุ่งเกี่ยวจากภาครัฐ คงจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาอีกนานแสนนาน







