posttoday
AEC กับประเด็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น

AEC กับประเด็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น

17 กันยายน 2555

การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น (Freer Flow of Capital) เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในพิมพ์เขียวของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (Single Market and Production Base) โดยมองว่า นอกเหนือจากการเปิดให้สินค้าและบริการสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนกันได้อย่างเสรีแล้ว การที่อาเซียนจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวได้นั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีมากขึ้นด้วย

การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น (Freer Flow of Capital) เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในพิมพ์เขียวของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (Single Market and Production Base) โดยมองว่า นอกเหนือจากการเปิดให้สินค้าและบริการสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนกันได้อย่างเสรีแล้ว การที่อาเซียนจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวได้นั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีมากขึ้นด้วย

เพราะเงินทุนเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัจจัยการผลิตอื่น การเปิดให้เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีมากขึ้นในภูมิภาคจะเป็นการลดต้นทุนทางการเงินของธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรการผลิตและการใช้ปัจจัยการผลิต และถ้าสามารถสร้างความร่วมมือกันในการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจได้ดี รวมทั้งมีการบริหารจัดการนโยบายทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องไปด้วยกันระหว่างสมาชิกได้ดี ก็จะมีส่วนอย่างมากในการเสริมสร้างให้เกิดความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาค อันจะเป็นเกราะป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภูมิภาคอื่นของโลกได้อีกด้วย ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องทางภาคเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศได้หยิบยกขึ้นมาหารือกันตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐ และสหภาพยุโรปที่ยังคงเป็นปัญหาและมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจของโลกต่อไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการจนต้องมีการดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไปตามที่เป็นข่าวปรากฏในสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะต้องรีบไปยอมรับเงื่อนไขการเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นทั้งหมดโดยง่ายและรวดเร็ว เพราะการเปิดให้เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีมากขึ้นนั้น อาจก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกในทางลบ (Negative Externalities) ได้เช่นเดียวกัน และมีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างรุนแรง กว้างขวางและหลากหลายมิติ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของบทความฉบับนี้ก็ต้องการดึงเอาประเด็นต่างๆ เหล่านั้นมาให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันขบคิด ประเมินถึงคุณประโยชน์เปรียบเทียบกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเราจะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อเป็นยุทธศาสตร์สำหรับการทำความตกลงในประเด็นการเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนนั้นมีความเชื่อมโยงกับหลายประเด็นในการเจรจาทำความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (ในที่นี้หมายถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการลงทุน ผมก็จะขอแยกแยะให้เข้าใจตรงกันก่อนอย่างนี้ครับ เมื่อพูดถึงการลงทุน เราจะหมายถึงการเคลื่อนย้ายของเงินทุนจากประเทศผู้ลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศผู้รับการลงทุนเพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมการผลิตในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโดยปกติก็จะเป็นเงินทุนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศผู้รับการลงทุนแล้วจะอยู่เป็นระยะเวลายาว (มากกว่า 1 ปีขึ้นไป) ประกอบด้วย การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) และการลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศ (Foreign Portfolio Investment) โดยอย่างหลังจะเป็นการลงทุนผ่านตราสารทางการเงิน แต่เป็นการลงทุนในตราสารทางการเงินในตลาดแรก (Primary Market) เท่านั้น แต่การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นที่เป็นประเด็นการเจรจาแยกออกมาต่างหากจากประเด็นด้านการลงทุนนั้น หมายถึงการไหลเข้าออกของเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) และเป็นเงินทุนที่เข้ามาลงทุน (ซื้อขาย) ตราสารทางการเงินในตลาดรอง (Secondary Market) ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ ตลาดตราสารหนี้ ตลาดตราสารอนุพันธ์ และตลาดตราสารทางการเงินอื่นๆ รวมทั้งตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ดังนั้น ประเด็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นจึงน่าจะหมายถึงการเคลื่อนย้ายของเงินทุนประเภทระยะสั้นเป็นสำคัญที่จะต้องมาช่วยกันขบคิดให้รอบคอบ ในขณะที่การเปิดให้เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรีมากขึ้นนั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในหลายประการอย่างที่ได้กล่าวถึงข้างต้น โดยอาศัยการทำงานของกลไกตลาดที่สมบูรณ์ในการปรับเปลี่ยนปริมาณสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดการเงินให้สอดคล้องกับความต้องการ แต่ก็มีข้อกังวลอยู่มาก (โดยเฉพาะสำหรับระบบเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กอย่างประเทศไทย) ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจนั้นอาจจะไม่ได้สะท้อนมาจากอุปสงค์และอุปทานของความต้องการเงินทุน (ในระยะสั้น)

โดยเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่การเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่สะดวกสบายมากขึ้นทำให้ง่ายต่อการเก็งกำไร หรือโครงสร้างของตลาดการเงินระยะสั้นอาจจะมีโครงสร้างที่ไม่ใช่การแข่งขันสมบูรณ์ มีการผูกขาดและใช้อำนาจตลาดโดยผู้มีแหล่งทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน (Asymmetric Information) ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุหลักเบื้องต้นที่อาจทำให้ตลาดเงินทุนระยะสั้นขาดประสิทธิภาพ (Inefficient Market) และจะเป็นสาเหตุสำคัญที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจได้โดยง่ายทั้งในรูปแบบของความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และแม้แต่การนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในรอบต่อไป

ดังนั้น ในแง่หนึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้ามีความร่วมมือและการบริหารจัดการเป็นอย่างดีระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่ม การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นก็จะเป็นเงื่อนไขที่มีนัยสำคัญมากต่อการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และจะทำให้การรวมกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ในพิมพ์เขียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ในขณะเดียวกันก็พบว่าเงินทุนที่จะเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรีมากขึ้นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสมเพื่อลดปัญหา หรือความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น การกำกับดูแลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบ่งชี้ถึงความพร้อมของประเทศในการทำข้อตกลงเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ซึ่งน่าจะได้พิจารณาถึง

1) ขีดความสามารถของหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ในการกำกับดูแลเคลื่อนย้ายของเงินทุนมีความพร้อมเพียงใด? และ 2) หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลมีเครื่องมือ (Policy Instruments) ที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการรองรับการเคลื่อนย้ายของเงินทุนหรือไม่?

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความร่วมมือกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนอีกด้วยที่จะต้องทำหน้าที่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มองประโยชน์ของภูมิภาคมากกว่าประโยชน์ของประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นที่ตั้ง ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จจริง ดอกผลจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นก็จะมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนให้ภูมิภาคอาเซียนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อไปได้อย่างก้าวกระโดดทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท