
เฉลิมส่องสถานการณ์"ยังไม่ปรับครม."
"เฉลิม"ส่องสถานการณ์การเมือง คาดยังไม่มีการปรับครม. หลังรัฐบาลสอบผ่านเรื่องการบริหาร
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาพบปะเยี่ยมเยียนกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และโพสต์ทูเดย์ โอกาสนี้ได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ
ร.ต.อ.เฉลิม เปิดเผยว่า ในฐานะนักการเมืองที่อยู่ในแวดวงการเมืองมานาน คาดว่ายังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะรัฐบาลสอบผ่านเรื่องการบริหารงาน และไม่มีการทุจริตในภาพรวมของรัฐบาล ยิ่งผลโพลระบุออกมาในทิศทางเดียวกันยิ่งทำให้การปรับ ครม.ต้องรออีกนาน
ส่วน กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ถูกโจมตีอย่างหนักกรณีโกหกสีขาวเรื่องเป้าส่งออก 15% นั้น มองว่าไม่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลประเทศไทยไม่อ่อนไหวง่ายถึงขั้นให้รัฐมนตรีต้องออกจากตำแหน่งด้วยเรื่องนี้ จึงเชื่อว่าจากผลงานที่มีประชาชนยังให้โอกาสกิตติรัตน์ทำงานต่อ อีกทั้งกิตติรัตน์เป็นคนมีเหตุผลนำเสนองานใน ครม.ได้ดี และรักษาวินัยการเงิน การคลัง เมื่อหน่วยงานใดจะขอเงินไปใช้ กิตติรัตน์จะซักถาม วิเคราะห์และประสานกับทางสำนักงบประมาณตลอดเวลา
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ปีนี้อายุครบ 65 ปี หากรัฐบาลอยู่ครบเทอมอีก 3 ปีจะมีอายุ 68 ปี จึงคิดว่าหยุดทำงานทางการเมืองเพียงเท่านี้ เพราะงานที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายค่อนข้างหนัก ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามเอาชนะยาเสพติด งานกำกับงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนการเป็นประธานอำนวยการในการสอบสวนเรื่องทุจริต ไม่ว่าจะเป็นจำนำข้าว งบเยียวยาน้ำท่วม งบท้องถิ่น รวมถึงการฮั้วประมูล โดยส่วนตัวแล้วต้องการฝากฝีมือในทางการเมืองไว้ให้พี่น้องประชาชนรับรู้ แต่คิดว่าอีก 3 ปีผ่านไปคงถึงเวลาพักบ้าง
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในฐานะคนที่เคยทำหน้าที่ค้านมาเยอะมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีข้อมูลที่ส่อไปในทางทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการไม่ไว้วางใจเรื่องทุจริตได้ต้องยื่นถอดถอน หากยื่นถอดถอนเท็จจะถือว่ามีความผิด ดังนั้นขณะนี้พูดได้เลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีข้อมูลพอที่จะกล้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ร.ต.อ.เฉลิม ยังย้ำให้จับตาสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเดือน ต.ค. จากความคืบหน้าการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 เพราะคาดว่าคงมีการเดินหน้าเอาผิดกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เข้มข้นมากขึ้น อีกทั้งส่วนตัวเมื่อดูจากหลักฐานแล้วเห็นชัดว่าการเคลื่อนกำลังทั้งหมดไม่ได้เป็นคำสั่งของแม่ทัพนายกอง แต่เป็นคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 70 ยังระบุว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับโทษ







