
สัมพันธ์ร้าวส่งเอเชียเร่งตุนอาวุธตะวันตกเฮได้จังหวะกู้เศรษฐกิจ
ในระหว่างที่พิษร้ายของวิกฤตหนี้สาธารณะแทรกซึมจนสภาพเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะชะลอตัวและซบเซาอย่างหนัก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ในระหว่างที่พิษร้ายของวิกฤตหนี้สาธารณะแทรกซึมจนสภาพเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะชะลอตัวและซบเซาอย่างหนัก และทำให้เกือบทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจและบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ต้องขวนขวายงัดเอาสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้ เช่น มาตรการสะท้านทรวงล่าสุดจากฝั่งสหรัฐ อย่าง นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี 3) รอบใหม่
ประเด็นด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็กำลังดำเนินไปอย่างร้อนแรงในหลายภูมิภาคทั่วโลกเช่นกัน ด้วยชนวนเหตุปัจจัยทั้งใหม่และเก่าคละเคล้ากันไป
เป็นความตึงเครียดที่ทำให้บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงอดที่จะหวาดวิตกไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวได้ก่อกระแสความหวาดระแวงระหว่างกันในช่วงเวลาที่นานาประเทศต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันปัญหาเศรษฐกิจ
และหนึ่งในหลักฐานสำคัญก็คือการเดินหน้า “สะสมอาวุธ” ของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชาติกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย
ทั้งนี้ รายงานข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศ สตอกโฮล์ม (เอสไอพีอาร์ไอ) ซึ่งเป็นสถาบันที่เก็บรวบรวมข้อมูลและทำวิจัยด้านความมั่นคงและการทหารตั้งแต่ปี 2509 เมื่อช่วงต้นปีนี้ระบุชัดว่าในปี 2554 ที่ผ่านมา ประเทศที่นำเข้าอาวุธสูงที่สุดในโลก 5 อันดับแรกล้วนเป็นประเทศที่อยู่ในเอเชีย โดยสามารถเบียดเอาชนะแชมป์เก่าซึ่งมั่งคั่งร่ำรวยด้วยน้ำมันอย่างบรรดาประเทศในตะวันออกกลางได้
อินเดีย คือประเทศผู้นำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์อันดับ 1 ในสัดส่วน 10% ของจำนวนการขนส่งอาวุธทั้งหมดเมื่อปีที่แล้ว ตามด้วย เกาหลีใต้ ที่ 6% จีน 5% ปากีสถาน 5% และสิงคโปร์ 4%
ขณะที่ข้อมูลรายงานจากคลังสมองของรัฐสภาสหรัฐ หรือซีอาร์เอส (US Congress Research Service) ระบุชัดว่า ประเทศที่ซื้ออาวุธในปี 2554 จากสหรัฐ มหาอำนาจอันดับ 1 ในฐานะคลังแสงอาวุธของโลกรายใหญ่ คือบรรดาประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย ด้วยมูลค่าการซื้ออาวุธที่สูงถึง 7.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.22 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งมีมูลค่าการซื้ออยู่ที่ 3.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.01 ล้านล้านบาท) หลายเท่าตัว
ขณะเดียวกันมูลค่าการขนส่งอาวุธจากสหรัฐไปยังประเทศกำลังพัฒนาในปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.68 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 2.61 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.09 แสนล้านบาท) และนับเป็นมูลค่าการขนส่งอาวุธที่สูงที่สุดของสหรัฐตั้งแต่ปี 2547
นอกจากนี้ หากเขยิบเข้ามาใกล้ตัวอีกนิด ข้อมูลสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศ สตอกโฮล์ม ยังแสดงให้เห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกือบทุกประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ต่างเริ่มต้นเดินหน้าสั่งสมอาวุธ เพิ่มแสนยานุภาพของกองทัพประเทศกันอย่างคึกคัก
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้อาเซียนกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตด้านการใช้จ่ายงบประมาณทางทหารมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยนักวิเคราะห์การทหารจากไอเอชเอส เจนส์ กล่าวว่า ถ้ารวมเอางบประมาณทางการทหารของ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหมดรวมกัน จะพบว่า งบประมาณในปี 2554 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 13.5% มาอยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.6 หมื่นล้านบาท) พร้อมการคาดการณ์ว่าตัวเลขงบประมาณทางทหารจะเพิ่มขึ้นถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.24 ล้านล้านบาท) ในปี 2559
เฉพาะปีนี้สิงคโปร์เพิ่งประกาศทุ่มงบประมาณ 9,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.01 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 24% ของงบประมาณทั้งหมดของประเทศไปกับด้านการทหาร ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ อินโดนีเซียใช้เงินเพื่ออาวุธและการทหารไปแล้ว 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.48 แสนล้านบาท) ส่วนมาเลเซียเพิ่มงบทางทหารของตัวเองแล้ว 8 เท่าตัวในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
และจนถึงขณะนี้ เวียดนามสั่งซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซียไปแล้ว 6 ลำ ฟิลิปปินส์ซื้อเรือรบขนาดกลางและเครื่องบินต่อสู้ล็อตใหญ่จากสหรัฐ เช่นเดียวกับไต้หวัน ส่วนจีนก็มีการสั่งซื้อเครื่องบินต่อสู้ และชิ้นส่วนระบบขีปนาวุธนำวิถีจากรัสเซีย ด้านญี่ปุ่นซื้อเครื่องบินเจ็ตต่อสู้จากสหรัฐ เกาหลีใต้ร่วมมือกับเยอรมนีเพื่อพัฒนาเรือดำน้ำของตนเอง ขณะที่อินโดนีเซียจัดการสั่งซื้อเรือดำน้ำเครื่องยนต์ดีเซลจากเยอรมนี
ปรากฏการณ์ “สั่งสมอาวุธ” ที่ก่อขึ้นในช่วงไม่ถึง 10 ปีให้หลังของเอเชียแห่งนี้ เป็นสิ่งที่สถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์ในกรุงลอนดอนระบุอย่างชัดเจนว่าอาจจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของโลกที่ชาติเอเชียใช้เงินทางการทหารมากกว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรป
บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียขณะนี้ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นไปตามวัฏจักรที่ความมั่งคั่งทำให้หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มคิดหาทางปรับปรุงกำลังทางทหารของตนเองให้แข็งแกร่งไม่น้อยหน้าชาติใด
กระนั้นก็ตามสาเหตุสำคัญโดยหลักแล้วเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งในเรื่องพื้นที่เขตแดนเป็นสำคัญ และมีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่มีภัยก่อการร้ายและปัญหาความไม่สงบภายในประเทศเป็นสาเหตุเสริมเข้ามา เช่น ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศจีนกับญี่ปุ่นในขณะนี้ นับเป็นคำอธิบายของอาการขวนขวายเพิ่มแสนยานุภาพของประเทศต่างๆ ในเอเชีย หรือแม้แต่ในอาเซียนได้ดีที่สุด โดยการเติบใหญ่ของจีนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ไม่เพียงแต่นำความมั่งคั่งกลับมาสู่ภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังนำความกังขาและหวาดระแวงมาสู่ประเทศเพื่อนบ้านว่าการขยับขยายนั้นจะเป็นการก้าวล้ำล่วงเกินอำนาจอธิปไตยของชาติตนเอง
เห็นได้ชัดที่สุดในประเด็นเรื่องการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดินแดนที่เชื่อมโยงถึงกัน ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ และเป็นเส้นทางเดินเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก จนมีคำเปรยเล่นๆ ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า ใครก็ตามที่กุมเส้นทางนี้ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการกุมความมั่งคั่งไว้ในมือ
ปมปัญหาที่แทบจะมองหน้ากันไม่ติดระหว่างจีนกับชาติเพื่อนบ้านต่างๆ ทั้ง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน อย่างกรณีการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ ทะเลจีนตะวันออก เริ่มลุกลามบานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเหตุล่าสุดที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศซื้อเกาะเซนกากุ หรือเกาะเตียวหยู บนน่านน้ำพิพาทเป็นตัวจุดชนวนสำคัญ
เรียกได้ว่าก่อกระแสชาตินิยมต่อต้านญี่ปุ่นในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างล้นหลามและบานปลาย ถึงขั้นลงไม้ลงมือสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน และสวัสดิภาพของพลเรือนทั้งสองประเทศ
และรุนแรงถึงขนาดที่ ลีออน พาเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ มหาอำนาจของโลกที่หวังหวนคืนสู่เวทีเอเชียบูรพาอีกครั้ง ออกตัวแรงด้วยการประกาศว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะนำไปสู่สงครามภายในภูมิภาคได้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับมองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่น่าจะสาหัสหนักหน่วงขึ้นมาได้ หากไม่มีกระแสก่อกวนจากมือที่สาม ซึ่งมองไม่เห็น โดยต้องไม่ลืมว่า “อาวุธ” คือการซื้อขายที่เกี่ยวเนื่องกับกระแสความกลัว กดดัน วิตกกังวล และหวาดระแวง
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการเดินหน้าเริ่มต้นสั่งสมอาวุธของบรรดานานาประเทศในเอเชียสร้างรอยยิ้มให้กับหลายๆ ประเทศ เนื่องจากนำมาซึ่งรายได้มหาศาลเข้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศที่ผลิตอาวุธเป็นสินค้าส่งออก ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในฝั่งตะวันตกทั้งสิ้น
รายงานจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม ช่วงระหว่างปี 2550-2554 ที่ผ่านมา 5 อันดับประเทศที่ส่งออกอาวุธมากที่สุดในโลก ตั้งแต่ สหรัฐ รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ตามลำดับ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับรายงานจากคลังสมองของรัฐสภาสหรัฐ (ซีอาร์เอส) เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า ยอดขายอาวุธของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวจากปีก่อนหน้า โดยจาก 2.14 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.63 แสนล้านบาท) ในปี 2553 มาอยู่ที่ 6.63 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.06 ล้านล้านบาท) ในปี 2554
นับเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์การส่งออกของสหรัฐในระยะเวลาเพียง 1 ปี และส่งผลให้สหรัฐยังคงเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน
ขณะที่รัสเซียซึ่งตามมาเป็นอันดับ 2 เพิ่มขึ้น 8,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.7 แสนล้านบาท) ส่วนอังกฤษเพิ่ม 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 หมื่นล้านบาท) และทำให้ยอดขายอาวุธทั่วโลกโดยรวมแล้วเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่ 4.52 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) มาอยู่ที่ 8.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.64 ล้านล้านบาท) ในปี 2554 หรือคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 92%
เรียกได้ว่าเป็นจำนวนเงินรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำจนนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่ามากพอที่จะช่วยพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของบางประเทศได้เลยทีเดียว
กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดจะจบลงในรูปแบบใด และใครจะกอบโกยประโยชน์ได้มากที่สุด!







