
ปปท.พบงบภัยพิบัติ20จว.อีสานส่อทุจริตอื้อ
ปปท.เผยสอบงบช่วยภัยพิบัติด้านพืช 20 จังหวัดภาคอีสานส่อทุจริตกว่า 5,000ล. แฉการเบิกจ่ายมีช่องโหว่เอื้อเงินรั่วไหลง่าย
ปปท.เผยสอบงบช่วยภัยพิบัติด้านพืช 20 จังหวัดภาคอีสานส่อทุจริตกว่า 5,000ล. แฉการเบิกจ่ายมีช่องโหว่เอื้อเงินรั่วไหลง่าย
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ รองเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบการใช้งบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ด้านพืช)ได้รับข้อมูลจากคณะอนุกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งตรวจสอบพบว่า 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการใช้งบประมาณดังกล่าวในปี 2553 - 2555 ผิดปกติรวมเป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งพบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวถึง 1,200 ล้านบาท
ทั้งนี้พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการป.ป.ท.ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบ 4 อำเภอ ในจ.อุบลราชธานี คือ อ.โขงเจียม อ.น้ำยืน อ.วารินชำราบ และอ.เมืองอุบลราชธานี โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีพฤติกรรมการใช้งบประมาณผิดปกติในหลายประเด็น ทั้งการตั้งเบิกงบประมาณทั้งที่ไม่ได้เกิดภัยพิบัติจริง มีการทำเอกสารย้อนหลังในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเพื่อให้ได้งบประมาณมากขึ้น หรือกรณีที่มีภัยพิบัติแต่ประเมินความเสียหายสูงเกินจริง
"ผลการตรวจสอบการซื้อยาปราบศัตรูพืชพบว่ามีการจัดซื้อยาแพงกว่าราคาปกติ 8 - 10 เท่า โดยราคาขายส่งขวดละ 230 บาทต่อ 1,000 ซีซี ราคาในท้องตลาดประมาณ 280-300 บาท แต่การจัดซื้อของราชการในราคาสูงถึง 1,712 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ายาหลายตัวเป็นยาปลอม" นายประยงค์กล่าว
นอกจากนี้ ป.ป.ท.ยังพบความผิดปกติของบริษัทที่ทำสัญญาซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชคือมีบุคคลต้องสงสัย ทำหน้าที่ยื่นใบเสนอราคาของบริษัทที่เกี่ยวข้อง 8 บริษัท ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด ซึ่งในการยื่นเสนอราคาจะมีใบสั่งเจาะจงเลือกบริษัทรับงาน กำหนดประเภทยา และราคายา โดยบริษัทหลายแห่งเมื่อตรวจสอบแล้วไม่ได้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาปราบศัตรูพืช
นายประยงค์กล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อและฮั้วประมูล ซึ่งบริษัทเหล่านี้บางแห่งเพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทได้เพียง 1 ปี แต่มีเงินหมุมเวียนหลักพันล้านบาท เบื้องต้นผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวคือผู้ลงนามในสัญญาและผู้ตรวจรับงาน ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
ทั้งนี้ผลการตรวจสอบเฉพาะ จ.อุบลราชธานีมีการประกาศภัยพิบัติ 26 ประเภท จำนวน 329 ครั้ง วงเงินกว่า 1,240 ล้านบาท โดยข้อเท็จจริงพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดโรคระบาด หรือหากมีโรคระบาดก็ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เช่น ปี 53 - 54 มีเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังระบาดเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นเป็นภัยพิบัติ หรือโรคราสีชมพูในยางพารา ที่ไม่การระบาดจริงแต่มีการประกาศเป็นภัยพิบัติ ง
"งบประมาณเหล่านี้ถือเป็นเงินจำนวนมากที่ควรนำไปใช้ประโยชน์กับประชาชนแต่กลับตกไปอยู่กับคนกลุ่มเดียว ป.ป.ท.ลงพื้นที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับล่างเกือบทุกคนร้องไห้และยอมรับว่าทำไปเพราะถูกกำหนดให้ทำ โดยยอมรับว่าการเบิกจ่ายงบภัยพิบัติฉุกเฉินมีช่องโหว่เพราะสามารถนำเงินมาใช้ก่อนทำให้เงินรั่วไหลง่ายเกินไป หลังจากนี้ป.ป.ท.จะเสนอให้มีบอร์ดป.ป.ท.มติตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยจะขอให้มีการไต่สวนทุกพื้นที่ และจะกันเจ้าหน้าที่ระดับล่างไว้เป็นพยานในคดี" นายประยงค์ กล่าว
อนึ่งสำหรับ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการเบิกจ่ายงบภัยพิบัติฉุกเฉินด้านพืช ประกอบด้วย จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี และบึงกาฬ ส่วนโรคระบาดที่ประกาศเป็นภัยพิบัติ อาทิ โรคขอบไหม้ในข้าวนา โรคไหม้คอรวงข้าว โรคศัตรูพืชหนอนกอระบาดข้าวนา โรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง โรคราสีชมพู เป็นต้น







