posttoday
แบรนด์กู้ชาติ

แบรนด์กู้ชาติ

16 กันยายน 2555

เมื่อเหลียวมองเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะพบ‌ว่าอยู่ในสภาพเปราะบาง และกำลังเผชิญความ‌เสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะงัดกระสุนนัดใดออกมา‌กระตุ้นเศรษฐกิจโลก

โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

เมื่อเหลียวมองเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะพบ‌ว่าอยู่ในสภาพเปราะบาง และกำลังเผชิญความ‌เสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะงัดกระสุนนัดใดออกมา‌กระตุ้นเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังคงโงหัวไม่ขึ้น ไล่‌เรียงมาตั้งแต่วิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรป‌ตลอดจนปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ‌ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่กำลังส่งผลลุกลามเป็นโดมิโน‌ไปทั่วโลก

แต่สำหรับบางประเทศนั้นนับว่า“โชคดี”ที่แม้‌จะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เข้า‌รุมล้อม ก็ยังคงมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่พอจะ‌เป็นที่“พึ่งพา”ได้ในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ‌คับขัน เนื่องจากเพราะมี“กลไก”สำคัญช่วย‌กระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งในที่นี้หาใช่นโยบาย‌หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ แต่คือ“บริษัท‌ยักษ์ใหญ่”หรือแบรนด์ของชาตินั่นเอง

เรียกได้ว่าความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของ‌บริษัทเหล่านี้มากมายมหาศาลเสียจนมีศักยภาพ‌เพียงพอที่จะ“กอบกู้”เศรษฐกิจของประเทศได้ตัวอย่างที่เด่นชัดสุด คือ กรณีของบริษัท แอปเปิล‌อิงค์ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน ซึ่งปัจจุบัน‌ครองแชมป์บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลก

อิทธิพลของแอปเปิลทั้งในสหรัฐและเวทีโลก‌เห็นได้จากการเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดอย่าง“ไอโฟน 5”เพราะคงไม่มีข่าวคราวการเปิดตัวสินค้า‌ตัวใดที่จะดังเปรี้ยงปร้าง และสร้างปรากฏการณ์ให้‌คนทั้งโลกสนใจติดตามได้มากเท่ากับการเปิดตัว“ไอโฟน 5”เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมาอีกแล้ว

แต่ในวันนี้ต้องยอมรับว่าแอปเปิลไม่ได้เป็น‌เพียงแค่ผู้ผลิตสินค้าไอทีรายใหญ่ เจ้าของ‌นวัตกรรมสุดล้ำ อย่างไอพอด ไอโฟน และไอแพด‌เท่านั้น เพราะแอปเปิลได้ก้าวข้ามสู่บริบทใหม่ที่‌สำคัญยิ่งกว่า ในฐานะกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อน‌เศรษฐกิจของสหรัฐ ถึงขนาดที่มีการกล่าวขานกัน‌ว่าจะเป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจพญาอินทรีเลยทีเดียว

แบรนด์กู้ชาติ

 

“ยอดจำหน่ายไอโฟน 5 อาจช่วยกระตุ้นให้‌เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3,200‌ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.6 หมื่นล้านบาท) ใน‌ไตรมาส 4 หรือเท่ากับ 1.28 หมื่นล้านเหรียญ‌สหรัฐ (ราว 3.84 แสนล้านบาท) ตลอดทั้งปี จะ‌ช่วยดันจีดีพีสหรัฐให้ขยายตัวถึง 0.25-0.5% ใน‌ไตรมาส 4 ของปีนี้”ไมเคิล เฟอโรลิ นัก‌เศรษฐศาสตร์ของ เจพี มอร์แกน สถาบันการเงิน‌ยักษ์ใหญ่ของโลก กล่าว

หากการคาดการณ์ของเฟอโรลิเป็นจริง ก็เท่า‌กับว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมี“กันชน”เสริมแกร่ง‌รองรับแรงกระแทกจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งจาก‌ภายในและนอกประเทศ

“ไอโฟน 5 อาจทำในสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐและ‌ธนาคารกลางล้มเหลวมาโดยตลอด ซึ่งก็คือการ‌กระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง”วอลสตรีตเจอร์นัล สื่อ‌ชื่อดังของสหรัฐ กล่าว

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า แอปเปิลคือบริษัทที่แข็ง‌แกร่งและร่ำรวยมาก โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูง‌ถึง 6.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.6 ล้าน‌ล้านบาท) หรือมากกว่ามูลค่าของบรรดาบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในไอร์แลนด์ กรีซ โปรตุเกส‌และสเปน รวมกันเสียอีก

“รับรองได้ว่าบรรดาผู้นำประเทศยุโรปเหล่า‌นั้นคงอยากมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลใน‌ระบบเศรษฐกิจของประเทศตัวเองบ้าง”มาการ์‌เรต เฮฟเฟอร์นัน นักเขียนจากซีบีเอสนิวส์ กล่าว

นอกจากนี้ เมื่อปี 2554 ยังมีรายงานว่า‌แอปเปิลมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีกว่ารัฐบาล‌สหรัฐ เนื่องจาก‌มีเงินสดในมือกว่า‌7.64 หมื่นล้านเหรียญ‌สหรัฐ (ราว 2.292 ล้านล้าน‌บาท) ขณะที่รัฐบาลถือครองอยู่‌7.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว‌2.21 ล้านล้านบาท)

ถ้าหากสมมติให้แอปเปิลเป็นประเทศหนึ่งก็‌จะมีขนาดจีดีพีใหญ่เป็นอันดับที่ 20 ของโลก!

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อ‌ดังในสหรัฐ 3 คน ได้เผยแพร่บทวิจัยเกี่ยวกับ‌“ความสำคัญของบริษัท แอปเปิล ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ”โดยพบว่า แม้สินค้าส่วนใหญ่ของแอปเปิล‌จะผลิตในจีน ทว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับตก‌อยู่กับเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะแอปเปิลเลือกที่จะ‌พัฒนาและผลิตชิ้นส่วนสำคัญๆ ที่อาศัยเทคโนโลยี‌ขั้นสูง เช่น ซอฟต์แวร์ ดีไซน์สินค้า และฟังก์ชัน‌อื่นๆ ในสหรัฐเท่านั้น

เจสัน เคดดริก หนึ่งในนักวิจัย กล่าวว่า ถ้า‌หากแอปเปิลขายสินค้าในสหรัฐได้ 1 ชิ้น ที่ราคา‌เฉลี่ยราว 600 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.8 หมื่นบาท)‌ก็เท่ากับว่าจะช่วยลดยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐ‌กับจีนได้มากถึง 229-275 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แอปเปิลจะมี‌อิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจของสหรัฐมากเพียงใด‌และท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น‌ความแข็งแกร่งของบริษัทก็ยังคงทำให้ชาว‌อเมริกันฝากความหวังไว้กับแอปเปิลต่อไป

แต่ก็คงไม่มีเหตุการณ์ใดที่สามารถตอกย้ำ‌ความสำคัญของบริษัท แอปเปิล ต่อระบบ‌เศรษฐกิจเมืองลุงแซมได้มากเท่ากับการที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ผู้นำประเทศ‌เรียกให้ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตซีอีโอของแอปเปิล ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าพบที่ซานฟรานซิสโก เมื่อปี 2552ว่ากันว่า การหารือครั้งนั้นอบอวลไปด้วย‌บรรยากาศของความเป็นกันเองสุดๆ โดย‌โรเบิร์ต กิบส์ โฆษกทำเนียบขาว เผยว่า‌ทั้งคู่นั่งถกกันเรื่องการสร้างงานนโยบาย‌ด้านพลังงาน และการศึกษาของ‌ประเทศ ขณะที่ดื่มเบียร์ไปด้วย

“ประธานาธิบดีโอบามาอยากหารือ‌กับจ็อบส์มาก”กิบส์ เผย พร้อมย้ำว่า‌การหารือครั้งนั้นมีความสำคัญอย่าง‌มาก เช่นเดียวกับบรรดานักวิเคราะห์ที่มองว่า ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังเขย่าเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นโอบามาตกอยู่ใน‌สภาพกลืนไม่เข้า‌คายไม่ออก และตระหนัก‌ดีว่า แอปเปิลคือแสงสว่างดวงสุดท้าย‌ท่ามกลางความมืดมนที่‌ปกคลุมไปทั่วประเทศ

แบรนด์กู้ชาติ

 

วอลเตอร์ ไอแซคสัน‌ผู้เรียบเรียงหนังสือชีวประวัติของพ่อมดไอที‌ชื่อดัง เผยว่า ในเบื้องต้น‌จ็อบส์ได้ปฏิเสธที่จะเข้า‌พบโอบามา ทว่าในที่สุดก็‌ต้องยอมจำนนต่อเสียงเรียกร้องภายหลังทราบว่า‌โอบามาตื่นเต้นที่จะได้พบเจ้าตัวมาก

“เขา (จ็อบส์) บอกโอบามาเลยว่า คงจะได้เป็น‌ประธานาธิบดีเพียงแค่สมัยเดียว เพราะนโยบาย‌ต่างๆ ของรัฐบาลนั้น ไม่เกื้อหนุนภาคธุรกิจเลย ส่ง‌ผลให้หลายบริษัท รวมทั้งแอปเปิลเอง เลือกที่จะ‌ไปตั้งโรงงานในต่างประเทศ เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า‌และกฎระเบียบที่ไม่เข้มงวดเท่ากับในสหรัฐ”ไอแซคสัน กล่าว

นอกจากนี้ ซีอีโอแอปเปิลยังได้แนะให้โอบามา‌เรียกซีอีโอบริษัทไอทีสัญชาติอเมริกันอื่นๆ อาทิ‌เฟซบุ๊ก กูเกิล และไมโครซอฟท์ มานั่งหารือพร้อม‌กันอีกด้วยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ‌เศรษฐกิจของประเทศในมุมมองของภาคธุรกิจ

เรียกได้ว่า บทบาทของจ็อบส์ในฐานะ“ที่‌ปรึกษาเศรษฐกิจพิเศษ”ของผู้นำสหรัฐก็ส่งผลดี‌ไม่น้อย เห็นได้จากการขึ้นแถลงนโยบายประจำปี‌2555 หรือ“สเตท ออฟ เดอะ ยูเนียน”ต่อรัฐสภา‌ซึ่งโอบามาประกาศว่าจะลดภาษีให้บริษัทอเมริกัน‌ที่จ้างงานในประเทศ และในทางกลับกันขึ้นภาษี‌บริษัทที่ย้ายงานไปต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้มี‌การจ้างงานภายในสหรัฐมากขึ้น ท่ามกลางอัตรา‌ว่างงานที่ยังคงสูงลิ่วเหนือระดับ 8%

ล่าสุด หลายบริษัท อาทิ ยักษ์ใหญ่ทางด้าน‌เครื่องยนต์ก่อสร้างอย่าง แคตเตอร์พิลลาร์ ก็ได้‌ประกาศย้ายงานบางส่วนในญี่ปุ่นกลับสหรัฐ เช่น‌เดียวกับเจเนอรัล อีเลคทริค (จีอี) ผู้ผลิตอุปกรณ์‌อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่แอปเปิลจะเป็นฟันเฟืองชิ้น‌สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว แต่อีก‌ฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก เศรษฐกิจเกาหลีใต้‌ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย ก็ได้รับ‌อานิสงส์จากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในประเทศเช่นกัน

ย้อนกลับไปช่วงปี 2503 เศรษฐกิจโสมขาวอยู่‌ในสภาพบอบช้ำอย่างหนักจากพิษสงของสงคราม‌เกาหลี

เรียกได้ว่าดิ่งถึงจุดต่ำสุดจนถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกในยุคสมัยนั้น โดยประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว‌เพียง 64 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,920 บาท)ต่ำกว่าแม้กระทั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก‌ซึ่งปัจจุบันยังคงรั้งอันดับสุดท้ายประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุด จากการจัดอันดับของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

ทว่า เกาหลีใต้ก็สามารถฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจ‌อันเลวร้ายได้ จนปัจจุบันกลายเป็นชาติที่มี‌เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 15 ของโลกและ‌ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีมากที่สุดเป็น‌อันดับ 25 ที่ 31,714 เหรียญสหรัฐ (ราว 951,420‌บาท) โดยกุญแจสำคัญสู่การผงาดขึ้นเป็น“เสือ‌เศรษฐกิจ”ของโสมขาว คือ การผลักดัน“ระบบ‌เศรษฐกิจแบบใหม่”ที่มีกลุ่มบริษัทครอบครัว‌ขนาดใหญ่ ซึ่งผูกขาดการค้าและการลงทุนเกือบ‌ทั้งหมดในประเทศ เป็นตัวขับเคลื่อนหลักนั่นเอง

ธุรกิจยักษ์ใหญ่เหล่านี้ หรือที่เรียกว่า“แชโบล” ‌ซึ่งได้แก่ บริษัท ฮุนได ค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่‌อันดับ 8 ของโลก บริษัท แอลจี ผู้ผลิตสินค้า‌อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง และลอตเต้ กลุ่มธุรกิจทาง‌ด้านอาหาร ค้าปลีก และก่อสร้าง ประสบความ‌สำเร็จอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ จนกลาย‌เป็นแบรนด์“ติดหู”ผู้คนทั่วโลก

แต่ที่นับว่าสร้างชื่อให้กับแดนกิมจิมากที่สุด‌และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คงหนีไม่พ้น“ซัมซุง กรุ๊ป”แชโบลขนาดใหญ่สุดของ‌ประเทศ ซึ่งเมื่อปี 2554 สามารถโกยรายได้มาก‌ถึง 2.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.4 ล้าน‌ล้านบาท)

แม้จะขึ้นชื่อเรื่องสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ใน‌ความเป็นจริงแล้ว ซัมซุง กรุ๊ป คืออาณาจักรธุรกิจ‌ที่มีกิจการครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท ไล่‌เรียงตั้งแต่อุปกรณ์การแพทย์ เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์‌เคมี ตลอดจนประกันชีวิต ยิ่งใหญ่เสียจนวารสาร‌ธุรกิจชื่อดังอย่าง บลูมเบิร์ก บิซิเนสวีก ยกให้‌เกาหลีใต้เป็น“สหพันธรัฐซัมซุง”

“แชโบลคือตัวการหลักที่ช่วยดันให้เศรษฐกิจ‌เกาหลีใต้โต”แบร์รี ไอเชนกรีน จากมหาวิทยาลัย‌แคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าว เพราะต้องไม่ลืมว่า‌เศรษฐกิจแดนกิมจินั้นพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก‌โดยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดอันดับ 7 ของโลก‌และมูลค่าส่งออกนั้นคิดเป็น 50% ของจีดีพี‌เฉพาะผลประกอบการของซัมซุงเพียงบริษัทเดียว‌ก็คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 20% ของเศรษฐกิจ‌ประเทศแล้ว

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ตราบใดที่‌สินค้าของซัมซุงยังคงขายดิบขายดีในต่างแดน‌และบริษัทยังโตอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีศักยภาพ‌เพียงพอที่จะช่วย“พยุง”และ“ดัน”เศรษฐกิจ‌ของประเทศให้โตต่อไปได้

บททดสอบสำคัญของซัมซุง และบรรดาบริษัทแชโบลรายอื่นๆ ในการสวมบทพระเอกขี่ม้าขาวกอบกู้เศรษฐกิจโสมขาว คือ เมื่อครั้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 ขณะที่หลายประเทศ‌ทั่วโลกต่างเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย‌เศรษฐกิจเกาหลีใต้กลับขยายตัว 2.2% ในปี 2551‌และ 0.2% ในปีถัดมา ซึ่งเป็นผลจากมาตรการ‌กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และที่สำคัญก็คือ‌เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งของบริษัทภายใน‌ประเทศ

ด้าน ดิ อีโคโนมิสต์ แสดงความเห็นว่า แม้‌วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นจะฉุดการส่งออกของ‌เอกชนในประเทศ แต่บริษัทขนาดใหญ่สุด ไม่ว่า‌จะเป็นซัมซุง หรือฮุนได ก็ยังคงสามารถรักษาและ‌แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐ ได้‌อย่างต่อเนื่องและแม้รัฐบาลจะเร่งงัดมาตรการ‌กระตุ้นเศรษฐกิจ

ทว่า หากไม่มีซัมซุงและแชโบล เศรษฐกิจ‌เกาหลีใต้ต้องตกเป็นเหยื่อวิกฤตเศรษฐกิจอีกราย‌อย่างแน่นอน

ดังนั้น นึกภาพไม่ออกเสียจริงว่าเศรษฐกิจ‌เกาหลีใต้และสหรัฐจะเป็นเช่นใดทุกวันนี้ หาก‌ปราศจากตัวช่วยสำคัญอย่างซัมซุงและแอปเปิล‌สองแบรนด์ที่ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้‌ประเทศแล้ว แต่ยังช่วยกู้เศรษฐกิจของชาติได้‌อย่างมหัศจรรย์อีกด้วย

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท