posttoday
รถยนต์ท่วมเมืองต้นเหตุจราจรอัมพาต

รถยนต์ท่วมเมืองต้นเหตุจราจรอัมพาต

15 กันยายน 2555

“08.30 น. ลงด่วนเพลินจิตรถติดขัด ท้ายสะสมบนทางด่วน”

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

“08.30 น. ลงด่วนเพลินจิตรถติดขัด ท้ายสะสมบนทางด่วน”

“10.56 น. ถนนพญาไท ราชเทวี รถติดขัดท้ายสะสมหน้า ททบ.5 ถนนดินแดงมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยฯ ท้ายสะสมใต้ด่วนดินแดง”

“18.30 น. ถนนสุขุมวิทขาออก แยกบางนามุ่งหน้าลาซาลรถติดขัด เคลื่อนตัวไม่ได้ แช่มากว่า 1 ชั่วโมง ไม่ขยับเลย”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ จากหลายร้อยหลายพันข้อความผ่านระบบทวิตเตอร์ที่ประชาชนช่วยกันทวีตรายงานสถานการณ์รถติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ปัจจุบันดูเหมือนจะยิ่งทวีความลำบากมากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป

ขณะที่มหานครแห่งรอยยิ้มแห่งนี้ก็ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีปัญหารถติดอันดับที่ 4 ของโลกไปเรียบร้อยแล้ว!!

สาเหตุหลักเนื่องจากจำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล กอปรกับโครงการรถคันแรกป้ายแดงจากทางรัฐบาลอีก 1.5 แสนคัน ในพื้นที่ กทม.ที่มีคนสนใจสั่งซื้อสั่งจองเป็นจำนวนมาก เมื่อแต่ละคนพากันถอยรถออกมาวิ่งกันแล้ว ยิ่งทำให้ถนนรนแคมที่มีอยู่จะไม่เพียงพอต่อจำนวนรถเสียแล้ว

รถยนต์ท่วมเมืองต้นเหตุจราจรอัมพาต

 

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่ประสานไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ด้านงานจราจร มีรายงานพื้นที่รถติดใน กทม.มากถึง 327 จุด โดยปัญหาและสาเหตุที่ทำให้จราจรวินาศสันตะโรเกิดจาก 4 มูลเหตุ คือ

1.ปัญหาจุดตัดทางแยก สน.ที่มีปัญหามาก เช่น สน.นางเลิ้ง 4 จุด ได้แก่ บริเวณแยกผ่านฟ้าฯ แยกจักรพรรดิพงษ์ แยกหลานหลวง และแยกยมราช สน.เพชรเกษม 4 จุด ได้แก่ บริเวณแยกคลองขวาง แยกของเก่า ระหว่างซอยเพชรเกษม 63 และซอยอินทาปัจ 13 แยกวัดนิมมานรดี และแยกวีเหลี่ยม

2.ปัญหาคอขวด เช่น สน.สามเสน มี 5 จุด ได้แก่ บริเวณถนนสามเสนก่อนถึงแยกซังฮี้ ในซอย 11 และ 13 ทางขึ้นสะพานซังฮี้ ฝั่งพระนคร และหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สน.บางยี่ขัน 5 จุด ได้แก่ บริเวณทางขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ทางขึ้นสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี ทางขึ้นต่างระดับสิรินธร ถนนบรมราชชนนีขาออก ป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ ปิ่นเกล้า และตรงข้ามห้างสรรพสินค้าพาต้า

3.ปัญหาจุดกลับรถ เช่น สน.โชคชัย มากที่สุด 4 จุด ได้แก่ บริเวณจุดกลับรถลาดพร้าว ซอย 80, 93, 112, 122 สน.พระโขนง 3 จุด ได้แก่ บริเวณหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาบางจาก จุดกลับรถสุขุมวิท 81 และจุดกลับรถใต้สะพานพระโขนง ถนนสุขุมวิท ฝั่งขาเข้า

4.ปัญหาป้ายรถเมล์ พบว่าในพื้นที่ สน.หลักสอง มี 4 จุด ได้แก่ บริเวณปากซอยเพชรเกษม 53 หน้าตลาดบางแค หน้าห้างเดอะมอลล์ บางแค และใกล้แยกวีเหลี่ยม ถนนเพชรเกษม

นอกจากนี้ ปัญหาจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดจากนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ของรัฐบาล คาดว่าจะเป็นผลทำให้การจราจรเมืองกรุงนับร้อยแห่งเป็นอัมพาต

แหล่งข่าวจากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) นำข้อมูลจำนวนรถยนต์ที่จดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกใหม่ หรือ “รถป้ายแดง” เฉพาะในเขต กทม. ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค.ปีนี้ พบว่า เดือน ม.ค. มีรถจดทะเบียน 7 หมื่นคัน เดือน ก.พ. 8 หมื่นคัน เดือน มี.ค. 8.1 หมื่นคัน เดือน เม.ย. 6.5 หมื่นคัน เดือน พ.ค.พุ่งสูงขึ้นถึง 9.3 หมื่นคัน เดือน มิ.ย. 9.4 หมื่นคัน และถึงกลางปีในเดือน ก.ค. ทะยานขึ้นเป็น 9.7 หมื่นคัน

เมื่อรวมจำนวนสถิติมีรถจดทะเบียนใหม่ใน กทม.ช่วงครึ่งปีแรกมีรถป้ายแดงทะลักถึง 5.8 แสนคัน เทียบกับปี 2554 ตลอดทั้งปี มีรถจดทะเบียนใหม่เพียง 8.1 แสนคัน และคาดว่ากว่าจะสิ้นสุดโครงการรถคันแรกของรัฐบาล จะต้องมีรถอีกจำนวนมหาศาลออกมาเบียดเสียดเยียดยัดกันบนท้องถนน

ขณะที่ พ.ต.ท.นภดล กาญจนพันธุ์ รอง ผกก. 4 (ศูนย์ควบคุมการจราจรพื้นที่) บก.จร. เปิดเผยถึงปัญหารถติดขัดบนท้องถนนเมืองกรุงว่า ปัญหารถที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการประเมินสภาพการจราจรบนท้องถนนในสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน ทำให้รู้ว่ามีรถจำนวนมากขึ้นบนถนน และยิ่งส่งผลให้ช่วงเร่งด่วนทั้งเช้าและเย็น ถนนแต่ละแห่งเกิดปัญหาติดขัดอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.นภดล กล่าวว่า วิถีชีวิตของคนยุคนี้เปลี่ยนไป ต้องการความสะดวกสบาย เมื่อรัฐบาลมีนโยบายรถคันแรกทุกคนจึงฝันอยากจะมีรถ ซึ่งตำรวจเข้าใจดี แต่ก็ทำได้เพียงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คอยควบคุมไม่ให้ติดขัดมากนัก

“ระบบขนส่งสาธารณะในบ้านเรายังไม่เพียงพอและไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร ทำให้ประชาชนไม่สนใจใช้บริการ เมื่อได้รถคันแรกพร้อมมาตรการลดหย่อนภาษี จึงรีบซื้อรถมาใช้ แต่ด้วยปริมาณรถที่มากขึ้น จึงส่งผลต่อสภาพการจราจร ตำรวจจราจรก็ต้องตั้งรับและทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ดีที่สุด เพราะไม่สามารถไปควบคุมไม่ให้คนใช้รถได้” พ.ต.ท.นภดล กล่าว

สอดรับกับคำพูดของเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่ง บก.จร.อีกรายหนึ่ง อธิบายว่า ในชั่วโมงเร่งด่วนขณะนี้ความเร็วเฉลี่ยที่ผู้ขับรถยนต์บนท้องถนน กทม.ในสายหลัก สามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้เพียง 22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเดิมที่มีการบันทึกย้อนหลังเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พบว่าความเร็วเฉลี่ยของรถจะอยู่ที่ 26 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายตำรวจคนเดิม เล่าอีกว่า ปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองกรุงแก้ไขได้ยาก เพราะปัจจุบันถนนมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถสร้างถนนใหม่เพื่อรองรับจำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้น แม้แต่ทางด่วนก็ยังมีรถติดขัด ทั้งๆ ที่เป็นทางพิเศษซึ่งประชาชนเสียเงิน แต่ต้องมาติดขัดด้วยจำนวนรถที่มากของประชาชนเอง

ทั้งนี้ จำนวนรถบนท้องถนนเฉลี่ยแล้ว 1 คนต่อ 1 คัน สะท้อนให้เห็นว่า ถนนเป็นพื้นที่ของรถยนต์ส่วนบุคคลแทบทั้งสิ้น อีกทั้งระบบการขนส่งสาธารณะที่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ รถไฟฟ้าก็ยังไม่สามารถไปได้ในทุกพื้นที่ เนื่องจากบางสายก็อยู่ระหว่างก่อสร้างและอีกหลายสายก็ยังไม่ได้ดำเนินการ

“จราจรแก้ไขได้เพียงแค่ปลายเหตุเท่านั้นทุกนายต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดในบางพื้นที่ให้พอขยับเขยื้อนรถกันได้ ดังนั้นรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระดมกันแก้ปัญหาในจุดนี้” ตำรวจ บก.จร. ย้ำทิ้งท้าย

ทางด้าน ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหารถติดในเมืองเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพื้นผิวจราจรใน กทม.สามารถรองรับปริมาณรถได้เพียง 1.6 ล้านคัน แต่มีรถยนต์จดทะเบียนใน กทม. ณ วันที่ 30 เม.ย. ถึง 7 ล้านคัน หรือคิดเป็น 4.4 เท่าของถนน โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีรถเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 5% หรือ 2.4 แสนคัน แต่ในปี 2555 ณ สิ้นเดือน ส.ค. มีปริมาณรถเพิ่มแล้ว 6.7 แสนคัน

“สิ่งสำคัญคือ ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ หรือการปั่นจักรยานมากขึ้น” ไกรศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กทม.ได้พยายามหาแนวทางลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและรณรงค์ให้ใช้รถจักรยานแทน โดยในวันที่ 23 ก.ย. จะจัดกิจกรรมบางกอก คาร์ ฟรี เดย์ 2012 เริ่มต้นที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน พร้อมเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันปั่นจักรยานรอบเมือง

ใช่หรือไม่ว่า ที่ผ่านมานโยบายของรัฐในการบริหารจัดการระบบคมนาคมเป็นความล้มเหลวผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะโครงการประชานิยมรถคันแรก ซึ่งสวนทางกับการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท