
เข้าใจธรรมชาติ:จัดการน้ำท่วม
ในช่วงนี้พี่น้องทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการรายงานว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วม ไม่ว่าจะมีโอกาสเกิดมากหรือน้อย
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
ในช่วงนี้พี่น้องทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการรายงานว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วม ไม่ว่าจะมีโอกาสเกิดมากหรือน้อย และถ้าน้ำท่วมจะท่วมมากหรือท่วมน้อยก็ตาม ก็คงจะรู้สึกหวั่นๆ หวาดๆ กันอยู่ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตน ครอบครัว บ้านเรือน สัตว์เลี้ยง ทรัพย์สิน และอะไรต่อมิอะไรบ้าง นี่ไม่ต้องพูดถึงพี่น้องที่ประสบภัยแล้ว เรื่องกังวลว่าน้ำจะลดเมื่อไหร่นั้นไม่ต้องพูดกันแล้ว แต่จะเกิดอะไรตามมาอีกหรือไม่ เพราะที่ต้องแบกรับอยู่ก็หนักพออยู่แล้ว
ปัญหาน้ำท่วมที่คนไปตรวจเยี่ยมหรือคนที่วางแผน หรือแม้คนที่ห่วงใยอยู่จะรู้สึก หรือทำเหมือนรู้สึกร่วมกับผู้ที่กำลังจะประสบปัญหา หรือผู้ที่ประสบภัยแล้วเท่าใดก็ตาม ก็ไม่มีทางรู้สึกได้อย่างแท้จริงถึงความรู้สึกของผู้ที่ได้รับเหตุร้ายหรือกำลังจะได้รับเหตุร้ายเสียเอง
ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่จะตัดรอนผู้ที่ปรารถนาดีและพยายามเยียวยาและช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ถ้าจะพูดกันตรงไปตรงมา ก็อยากจะว่าคนที่เอาแต่พูด เอาแต่เถียงกัน เอาแต่อวดว่าตนเก่งและทำเป็นเห็นใจชาวบ้านที่ประสบเคราะห์กรรม และพูดเสมือนหนึ่งว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตนและพวกเข้าใจ เห็นใจ พยายามแล้ว หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ที่จะรจนาขึ้นมาจากพื้นฐานความมดเท็จ และเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น
สำหรับท่านที่ทำดีอยู่แล้วก็ขอชื่นชม สำหรับท่านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบ้างก็โฉดเขลาเบาปัญญาก็คงจะว่าอะไรกันลำบาก แต่สำหรับท่านที่ปากว่าตาขยิบ หน้าไหว้หลังหลอก หรือว่ากันง่ายๆ พูดเหมือนดี แต่ทำสิ่งต่างๆ กลับกัน ก็คงจะต้องบอกว่าอยากตำหนิ หรือภาษาชาวบ้านก็คือ ด่า แต่ก็อย่างว่า ทำไปก็คงจะเสียปากเปล่า เหมือนหนึ่งเล่นดนตรีให้คนที่ไม่รู้จักศิลปะการดนตรีฟัง
ผมเองที่ปากดีพูดเช่นนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ หรือเป็นคนทำอะไรดีเสียเท่าใด แต่บังเอิญว่าได้ไปนั่งอยู่ในที่สนทนาของผู้รู้เขา และก็ได้มีโอกาสสดับตรับฟังท่านผู้ใหญ่ท่านพูดกัน ก็เลยจำเอาสิ่งที่ท่านพูดกันมาเล่าสู่ให้พวกท่านฟัง หรือว่ากันภาษาบ้านๆ ก็จำเอาขี้ปากเขามาพูดนั่นแหละ ดังนั้นท่านที่กำลังคิดจะด่าว่ารู้เรื่องอะไรถึงมาพูด ก็ไม่ต้องนะครับ เพราะผมเปล่ารู้ แต่ฟังท่านผู้รู้มา แต่ก็ไม่ทราบนะครับท่านจะรู้กันจริงหรือไม่ ก็ลองอ่านดูแล้วถ้าเห็นว่าเข้าท่าก็ช่วยกันกระจาย เห็นว่าไม่เข้าท่าก็ลืมมันไปเสีย
ท่านผู้รู้ท่านบอกง่ายๆ ว่าการจะแก้ไขปัญหาอะไรเราจะต้องเข้าใจสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหานั้นก่อน มันคือปัญหาจริงหรือไม่ หรือเราไปทึกทักเอาเองว่ามันคือปัญหา ถ้ามันเป็นปัญหาจริง เราจะต้องทำความเข้าใจกับสภาพปัญหา จากนั้นเราจึงจะสามารถหาหนทางแก้ปัญหาได้ ซึ่งท่านบอกว่าการทำความเข้าใจสภาพปัญหาก็คือ การทำความเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เกิดปัญหาขึ้นมานั่นเอง แล้วเมื่อเราเข้าใจธรรมชาตินั้น การปรับตามธรรมชาติหรือทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เราพบนั้นๆ ได้ ก็คือการแก้ปัญหานั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การทำความเข้าใจธรรมชาติที่ว่านี้ จะต้องไม่ทำแบบสักแต่ว่าทำไป หรือทำแยกเป็นส่วนๆ ต้องทำแบบองค์รวม (Holistic) นั่นคือ ต้องมองภาพทั้งหมดให้ออก เหมือนอย่างเวลาที่เราจะเรียงร้อยภาพต่อ หรือจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเราจะดูเพียงส่วนเดียว แล้วนั่งหาภาพนั้นๆ เฉพาะจุดเดียว แต่เราจะต้องดูภาพทั้งภาพแล้วหาขอบทั้งหมดให้ได้ เพราะมันจะมีด้านที่เป็นด้านตรงอยู่ทุกตัว และหาง่ายที่สุด จากนั้นค่อยพิจารณาเป็นจุดๆ เพื่อที่จะวางภาพให้ครบ นี่คือวิธีการประกอบภาพต่อที่ผู้รู้เขาทำกัน
เรื่องน้ำท่วมท่านก็บอกว่า เช่นเดียวกันทำความเข้าใจธรรมชาติของแหล่งน้ำและพื้นที่ทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งผู้รับผิดชอบอาจจะอยากกล่าวผรุสวาจาต่อคนที่คิดเช่นนี้ เพราะมันคงจะเป็นงานใหญ่ แต่ท่านผู้รู้ท่านบอกว่า คิดถึงตัวอย่างง่ายๆ สาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงการจัดการน้ำ เพราะพระองค์ท่านทรงทราบถึงพื้นที่ทั่วประเทศ และความเหมือนความแตกต่างของพื้นที่เหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับพระองค์ท่านทอดพระเนตรภาพทั้งระบบ จึงทรงมีหนทางที่จะวางแผนการจัดการน้ำได้
การแก้ปัญหาโดยคนนั้นทำจุดนี้ คนนี้ทำจุดนั้น และทำโดยเข้าใจว่าตนรู้ ย่อมจะก่อแต่ปัญหาเพิ่มขึ้น และว่ากันตรงไปตรงมา คำขอโทษไม่ได้ช่วยอะไร แม้สังคมเราควรจะอภัยในสิ่งต่างๆ ให้แก่กัน แต่ขอย้ำว่า คำขอโทษไม่ได้ช่วยอะไร เพราะอะไรหรือ เพราะเป็นคำขอโทษที่มาจากการทำงานที่คิดว่าตนเองรู้ แต่แท้จริงไม่รู้ คนเช่นนี้ท่านคิดคำเรียกหากันเอาเอง แต่ขอให้ผู้ทำงานทั้งหลายทำงานด้วยความรู้จริง ไม่ใช่ทิฐิมานะกันเถิด มันจึงจะเกิดผลจริงในทางปฏิบัติได้







