
เฟดโด๊ปแรงน้ำมัน ทอง ค่าเงินป่วน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ช็อกโลก ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 หรือคิวอี 3 แบบไม่ยั้ง ไม่จำกัดปริมาณเงิน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ช็อกโลก ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 หรือคิวอี 3 แบบไม่ยั้ง ไม่จำกัดปริมาณเงิน
ไม่จำกัดเวลา จนกว่าปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงานจะออกมาเป็นที่น่าพอใจ นับเป็นข่าวดีต่อเนื่องหลังจากเยอรมนีสามารถใส่เงินเข้าในกองทุนเพื่อแก้ปัญหาหนี้ยุโรป (ESM) ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงทุกตัวร้อนฉ่าดันราคาทะยานขึ้นแรงจนน่าเป็นห่วง
ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนยวบทันทีเมื่อคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)มีมติออกมาเมื่อเวลาประมาณ 24.00 น.ของวันที่ 13 ก.ย. ตามเวลาของประเทศไทยโดยไม่กำหนดกรอบเวลาในการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) เดือนละ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการใช้นโยบายตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0-0.25% ขยายไปถึงกลางปี 2558 จากเดิมถึงเพียงกลางปี 2557 หนุนให้ค่าเงินทั่วโลกแข็งปั๋ง
เงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบ 4 เดือนวันเดียวแข็งถึง 0.6% มาอยู่ที่ 30.85-30.86 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ยังน้อยกว่ามาเลเซียแข็ง 1% และการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าสหรัฐ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) แตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนทองคำยังคงบวกต่อ หลังจากวันก่อนดีดขึ้นถึง 38 เหรียญสหรัฐ เพื่อวิ่งหาเป้าหมาย 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทำให้ราคาในประเทศผันผวน เปลี่ยนแปลงถึง 6 ครั้ง เพิ่มขึ้น 400 บาท
ตลาดหุ้นทะยานขึ้นทั่วโลก นำโดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งแรง 206 จุด และยังคงบวกต่ออีก 57 จุด บริเวณ 13,597 จุด ตามเวลาประเทศไทย 22.20 น. วันที่ 14 ก.ย. ส่วนดัชนีไทยบวก 18.43 จุด ปิดที่ระดับ 1,276.12 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี 3 เดือน ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายแน่น 57,212 ล้านบาท โดยต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 2,145 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ไทยสุทธิถึง 16,622ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า มาตรการครั้งนี้เฟดจะพิมพ์ธนบัตรออกมาประมาณ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และถ้าหากใช้อัดฉีดเข้าซื้อหลักทรัพย์ เดือนละ4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะกินเวลาทั้งสิ้น 2 ปี 11 เดือน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ หุ้น น้ำมัน ทองคำ วิ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ค่าเงินบาทแข็งแต่ไม่ผันผวน
สิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า มาตรการเฟดเหล่านี้ มีผลให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าเอเชียและไทยเพิ่มมากขึ้น จากปกติก็ไหลเข้ามาอยู่แล้ว จากเฟดออก “โอเปอเรชัน ทวิสต์”มุ่งฉุดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ปรับตัวลดลง และฝั่งยูโรเยอรมนีก็ช่วยซื้อพันธบัตรของสมาชิกได้โดยรวมถึงมีผลให้ค่าเงินบาท แข็งขึ้นด้วย 0.6%” สิงห์ชัย กล่าว
“รอบนี้การอัดฉีดเงินของเฟดแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะไม่จำกัดวงเงินและจะซื้อพันธบัตรไปเรื่อยๆ และยังขยายเวลาดอกเบี้ยต่ำมีผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ทองคำและเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาดจึงมีแรงตอบรับในระยะสั้นค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ไม่แน่ว่าการตอบรับดีนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป แล้วค่อยมาดูว่าควรมีมาตรการแก้ไขหรือไม่
“ค่าเงินบาทแข็งแต่ไม่ได้ผันผวนมากนัก เพราะตลาดค่อนข้างสมดุล มีแรงขายเงินเหรียญสหรัฐก็มีแรงซื้อกลับ อาจจะเป็นเพราะมีส่วนผสมของตลาดทองคำด้วย คือทองขึ้นก็มีการขายออกได้เงินเหรียญสหรัฐ” สิงห์ชัย กล่าว
นโยบายของ ธปท.-คลังเอาอยู่
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มาตรการของเฟดสะท้อนถึงความกังวลปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐยังเปราะบางและวิกฤตหนี้ในยูโรที่ยังน่าเป็นห่วง และมีแนวโน้มที่เงินจะไหลเข้ามายังเอเชียมากขึ้น ดังนั้นประเทศในเอเชียต้องหันหน้ามาหารือร่วมกันว่าจะรับมือกับปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไร
ส่วนประเทศไทยมีกลไกของนโยบายการเงินการคลังกำกับดูแลอยู่ เชื่อว่าจะสามารถรับมือได้
“หน้าที่ของเอเชียต้องคิดกันมากขึ้นทั้งการรับมือเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ และต้องคิดด้วยว่าจะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจโลกไม่ให้ล่มสลายได้อย่างไร ในภาวะที่ตะวันตกมีปัญหา” กิตติรัตน์ กล่าว
ตลท.จับตาภาวะฟองสบู่ตลาดทุนไทย
วิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากนี้ไปคงต้องจับตาการเกิดภาวะฟองสบู่ หรือราคาสินทรัพย์ที่จะสูงเกินระดับที่ควรจะเป็นในตลาดทุนไทยหรือไม่ โดยดูจากสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของไทยเทียบกับเพื่อนบ้าน และต้องคอยดูปริมาณการทำธุรกรรมที่เข้ามาซื้อๆ ขายๆ ในตลาดหุ้น หรือในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของต่างชาติ
เอกชนยังรับมือไหว
สมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากเงินบาทแข็งค่าอยู่ในช่วง 30-31บาท/เหรียญสหรัฐ ก็ถือว่ายังพอรับได้อยู่แต่หากขึ้นไปอยู่ที่ 29 บาท ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกได้ เพราะทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเท่ากับว่ารายได้ของผู้ประกอบการจะหายไป 2 บาท







