
หยุดคอร์รัปชั่น
ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (ภตค.) นำโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้วันที่ 6 ก.ย. 2555
โดย...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (ภตค.) นำโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้วันที่ 6 ก.ย. 2555 เป็น “วันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ” ภายใต้คำขวัญ “รวมพลังเพื่อสร้างจุดเปลี่ยน” โดยให้เหตุผลของการที่ทุกภาคส่วนต้องออกมารณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันว่า
“หากคอร์รัปชันเปรียบเหมือนไฟไหม้บ้าน... การที่คุณมองว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องธรรมดา ก็คือ การมองดูไฟไหม้บ้านตนเอง”
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ 18 ส.ค. 2555 รัฐบาลก็ได้จัดงานรณรงค์ “หยุดคอร์รัปชัน” เหมือนกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศการเริ่มต้น “ยุทธศาสตร์และแผนงานเชิงรุกของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน” และได้กล่าวถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า
“ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่ทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่พฤติกรรมการใช้อำนาจรัฐในการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบต่างๆ ยังส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการพัฒนาประเทศในที่สุด”
เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของชาตินี้ รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ 6 ประการ คือ (1) การปลุกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรู้ (2) การพัฒนาองค์กร (3) การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม (4) การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย (5) การตรวจสอบเฝ้าระวังเชิงรุก และ (6) การปราบปรามที่จริงจังและการลงโทษที่เข้มงวด
จากสองข่าวนี้จะเห็นว่า รัฐบาลกับภาคประชาชนมองปัญหาของชาติตรงกัน คือ การใช้อำนาจรัฐแสวงหาความได้เปรียบผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง จนทำให้ชาติไม่สามารถพัฒนาได้
แต่เมื่อมองในฐานะประชาชนคนเสพสื่อ จะสังเกตได้ว่าภาพของงานสำคัญของชาติสองงานเสมือน “ต่างคนต่างทำ” เพราะไม่เห็นกลุ่มผู้นำของสองโครงการมาทำกิจกรรมร่วมกัน
เรื่องนี้คงต้องถามรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ว่าเหตุใดการ “บูรณาการ” ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีพูดอยู่เสมออย่าง “ติดปาก” เพื่อให้เกิดพลังของชาติอย่างแท้จริง จึงไม่เกิดขึ้น
เป็นเรื่องแปลกที่ยุทธศาสตร์ที่ 3 และยุทธศาสตร์ที่ 5 ของรัฐบาล ต้องการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเฝ้าระวังเชิงรุก ในขณะที่ภาคประชาชนก็มีโครงการ “สุนัขเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) ซึ่งพร้อมจะตรวจสอบการบริหารงบประมาณภาครัฐเชิงรุกอยู่แล้ว แต่สองกิจกรรมไม่สามารถมาร่วมกันทำได้
ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลจึงไม่ “เอื้อมมือ” ลงมาดึงให้ ภคต.เข้ามาทำงานตรวจสอบการคอร์รัปชันภาครัฐอย่างเป็นทางการ” เพื่อขจัดพฤติกรรมการใช้อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์อันมิชอบที่มีอยู่มากมายในวงราชการ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ให้ไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนข้อ 1.3 “ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง”
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าประหลาดใจว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2555 เกี่ยวกับยุทธศาสตร์และแผนงานเชิงรุกของรัฐบาลฉบับนี้เป็นเพียง “รับทราบ”
ไม่ได้ให้ความ “เห็นชอบ” และสั่งการให้ส่วนราชการยึดถือปฏิบัติเป็นแผนงานสำคัญของรัฐบาล
ด้วยเหตุนี้ ทุกภาคส่วนจึงมีคำถามว่า รัฐบาล “เอาจริง” กับเรื่องต่อต้านคอร์รัปชันจริงหรือ?
โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 6 การปราบปรามที่จริงจังและการลงโทษที่เข้มงวด
เรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงยุทธศาสตร์ที่ 4 การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ซึ่งดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ค่อยสนใจเร่งรัดให้กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันเข้ามาพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร และการทำให้กฎหมายมีผลใช้บังคับ
โดยเฉพาะกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่สำคัญ คือ การอนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ประเทศไทยได้ลงนามในปฏิญญาแล้วตั้งแต่ปลายปี 2553 ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติต่อการให้สินบนข้ามชาติ ทำให้ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ
กระบวนการแก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับนี้ เริ่มกระบวนการตั้งแต่ปี 2550 และเข้ามารอบรรจุวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2552 เมื่อมีการยุบสภาในปี 2554 รัฐบาลชุดปัจจุบัน “มิได้ร้องขอ” ให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 153 บัญญัติ ร่างกฎหมาย 3 ฉบับนี้จึงตกไป
เมื่อสมัยประชุมนิติบัญญัติที่แล้ว ผมได้ยื่นกระทู้ติดตามความคืบหน้าของกฎหมาย 3 ฉบับนี้ต่อรัฐบาล ท่านรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ได้มาตอบกระทู้แทนท่านนายกรัฐมนตรี และให้สัญญาว่าจะนำเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว จึงหวังว่าท่านจะรักษา “คำมั่นสัญญาวาจาสัตย์” ในเรื่องนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่ทุกภาคส่วนรอคอย คือ การปฏิบัติตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 103/7 เกี่ยวกับการเปิดเผยราคากลางพร้อมวิธีการคำนวณในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของส่วนราชการและบริษัทคู่สัญญาของรัฐ ต้องแสดงรายละเอียดการใช้เงินงบประมาณตามสัญญาต่อสรรพกรพร้อมกับการยื่นภาษีประจำปี
เรื่องนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายบัญญัติ เสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามที่กฎหมายกำหนดตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554
เนื่องจากรัฐบาลมีภารกิจในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย เรื่องนี้จึงเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีในเดือน ธ.ค. 2554 และมีมติให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณา
มาตรการทั้งสองประการตามกฎหมาย ป.ป.ช.นี้ เป็นมาตรการที่จะ “ยุติ” การให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชันในภาครัฐได้ดีที่สุด ภาคเอกชนจึงรอคอยเหมือน “ข้าวรอฝน” และมีการทวงถามในการณรงค์เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาด้วย
เป็นเรื่องแปลก ที่เมื่อผมสอบถามเรื่องนี้กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการอภิปรายงบประมาณปี 2556 ของวุฒิสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา ท่านทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ได้ตอบว่า รัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2555 และให้มีผลในทางปฏิบัติภายใน 3๐ วัน (17 เม.ย. 2555) พร้อมกับส่งหนังสือของกระทรวงการคลังมาให้เป็นหลักฐาน
ในหนังสือกระทรวงการคลังด่วนที่สุด ที่ กค.0421.3/ว.90 ลงวันที่ 22 ส.ค. 2555 ที่มอบให้ ได้กำหนดแนวทางการเปิดเผยราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการ พร้อมตัวอย่างที่ชัดเจน จึงเป็นที่เชื่อมั่นว่าต่อไปนี้ ภาคประชาชนจะสามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณด้านงานก่อสร้างได้อย่างโปร่งใสเสียที
เรื่องนี้ผมได้ให้ข้อสังเกตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในที่ประชุมวุฒิสภา ว่ารัฐบาลควรแจ้งให้สำนักงาน ป.ป.ช.และภาคเอกชนทราบด้วย เพราะทุกฝ่ายรอคำตอบเรื่องนี้อยู่
เป็นอันว่ากฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 สามารถนำไปสู่การปฏิบัติแล้วส่วนหนึ่ง เหลือแต่เพียงการแจ้งบัญชีค่าใช้จ่ายงบประมาณของรัฐต่อสรรพากร ที่ประชาชนต้อง “รอคอย” กันต่อไปด้วยใจจดจ่อ
สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 6 การปราบปรามที่จริงจังและการลงโทษที่เข้มงวดนั้น ทุกภาคส่วนอยากเห็นความจริงใจของรัฐบาลปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ใช่ “ลูบหน้าปะจมูก”
กรณีการคอร์รัปชันที่ภาคประชาชนสนใจมากที่สุดในขณะนี้ คือ 4 กรณี ได้แก่ (1) การออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบ ที่ จ.ภูเก็ต (2) การหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรรถยนต์หรู 1,680 คัน (3) กรณีเจ้าหน้าที่ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อให้กับตั๋วสัญญาซื้อข้าวปลอม และ (4) การทุจริตงบประมาณแก้ไขปัญหาอุทกภัย
แต่เมื่อท่านเลขาธิการ ป.ป.ท. เปิดเผยเรื่องเหล่านี้ ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงทันที
อาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่วิญญูชนพึงรู้ได้ว่า ตำแหน่งเลขาธิการกับรองปลัดกระทรวงหัวหน้ากลุ่มงาน ใครมีอำนาจในการทำงานที่แท้จริง ไม่สมควรที่จะมีคนในรัฐบาลมา “โกหกสีขาว” ว่า “เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น”
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องกระทำทันที คือ เร่งรัดสอบสวนกรณีการคอร์รัปชันทั้ง 4 เรื่อง โดยยอมให้ ภตค.เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อเสนอเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีตามกฎหมายได้โดยเร็ว
อย่า...รอให้เสียงร่ำลือที่ว่าอาจเป็น “มวยล้ม” เพราะมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องดังมากขึ้น จนทำลายความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในเจตนารมณ์อันดีงามของรัฐบาล ที่ต้องการ “หยุดคอร์รัปชัน” เลย







