
เขื่อนเจ้าพระยาระบายเพิ่ม น้ำท่วมอ่วมถึงปทุมธานี
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนล่าสุดช่วงเย็นวันที่ 12 ก.ย. ว่า ในช่วงวันที่ 13–17 ก.ย. ประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนล่าสุดช่วงเย็นวันที่ 12 ก.ย. ว่า ในช่วงวันที่ 13–17 ก.ย. ประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งทั่วทุกภาค ขณะเดียวกันกรมอุตุฯ กำลังจับตาพายุโซนร้อน “ซันปา” (SANBA) บริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไต้หวัน
ด้านสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี จ.สุโขทัย ล่าสุดเจ้าหน้าที่วางตาข่ายเหล็กบรรจุหิน หรือเกเบียน เพื่อลดความแรงของกระแสน้ำ และวางกระสอบทรายยักษ์ หรือบิ๊กแบ็ก ตามแนวคันกั้นแม่น้ำยมที่พังทลายสำเร็จแล้ว และเตรียมที่จะสูบน้ำออก คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2 วันนี้
แม้สถานการณ์โดยรวมดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ สส.สุโขทัยหลายสมัย บอกว่า ทุกปีที่ผ่านมาแม่น้ำยมจะส่งผลกระทบมาเป็นระลอก อาจมากถึง 12 ระลอกก็เป็นได้ ขณะนี้เพิ่งจะเข้าสู่ระลอกที่ 2 เท่านั้น หากไม่เร่งวางเกเบียนให้เสร็จ ก็น่ากังวลว่าน้ำที่เข้ามาใหม่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ขึ้น
“ตราบใดที่ไม่มีการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำยม หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น เพื่อชะลอน้ำไม่ให้เข้าสู่ จ.สุโขทัย เร็วขึ้นและรุนแรงขึ้นแบบนี้ คนสุโขทัยก็ยังต้องหวาดผวากับกระแสน้ำยมอีกต่อไปเรื่อยๆ” สมศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ จ.พิษณุโลก แม่น้ำยมล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ อ.พรหมพิราม และบางระกำ บรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก ประเมินว่า มวลน้ำก้อนใหญ่จาก จ.สุโขทัย กำลังไหลเข้า จ.พิษณุโลก ทั้งผ่านทางแม่น้ำยมสายเก่าที่เร่งระบายน้ำมามากขึ้น คาดว่าจะมาถึง อ.บางระกำ อย่างเต็มที่ใน 3-4 วันนี้
เช่นเดียวกับ จ.พิจิตร และนครสวรรค์ ที่ระดับน้ำในแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านกลับเพิ่มขึ้น ทำให้เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ปิดการระบายน้ำออกจากเขื่อน ส่วนเขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง ซึ่งกั้นแม่น้ำวัง ก็ลดการระบายน้ำลง เพื่อมิให้สถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพิ่มมากขึ้นกว่านี้จนยากควบคุม
อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมรับมือภาวะฝนตกหนัก เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ขึ้นอีก 50 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที โดยขณะนี้ระบาย 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,850 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อลดปริมาณน้ำตอนเหนือ
“จะใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางหลักในการระบายน้ำ โดยเลี่ยงการระบายเข้าแม่น้ำท่าจีนและคลองระพีพัฒน์ เพื่อเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่ตกทั่วพื้นที่ภาคกลางและเหนือตอนล่าง” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
สำหรับปริมาณน้ำที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี นั้น อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้พร่องน้ำทุกวันเพื่อให้เขื่อนเหลือพื้นที่ว่างรองรับฝนที่จะเกิดในพื้นที่บริเวณ จ.เพชรบูรณ์ ลงมา โดยขณะนี้ปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 48% ของความจุอ่าง
อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะตรวจพื้นที่ อ.บางบาล เพื่อประเมินการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไร จากนั้นจะเดินทางไปสถานีตรวจวัดระดับน้ำที่ จ.นครสวรรค์ และเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ จ.สุโขทัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง นอกจาก จ.พระนครศรีอยุธยา และชัยนาท ที่แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งท่วมพื้นที่แล้ว ล่าสุด ต.บ้านฉาง อ.เมือง และ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ก็เริ่มได้รับผลกระทบน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนแล้ว
ยอด ภู่เฉลิมตระกูล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย อ.สามโคก เปิดเผยว่า ช่วง 2 วันที่ผ่านมา น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งเข้าท่วมใต้ถุนบ้านเรือนประชาชน ระดับน้ำสูงประมาณ 50 เซนติเมตร และเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 20 เซนติเมตร เนื่องจากเป็นที่ลุ่มต่ำ ชาวบ้านกว่า 700 คน 194 ครอบครัว ได้รับความเดือดร้อน







