
ส่อพิรุธ...การเมืองผูกขาดราคายา
การทับซ้อนเชิงอำนาจ ถูกนำมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อการ...
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
การทับซ้อนเชิงอำนาจ ถูกนำมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อการ...
ปัจจุบันคณะกรรมการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ “กลไกราคายา” มี 2 ชุด
หนึ่งคือ คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2551 มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน คณะกรรมการมาจากหลายภาคส่วน อาทิ ฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ ผู้บริหารกองทุนสุขภาพ คณบดีมหาวิทยาลัยแพทย์ สภาวิชาชีพ ภาคประชาสังคม ประชุมทุก 4 เดือน ขอบข่ายอำนาจกำหนดไว้อย่างครอบคลุม เริ่มตั้งแต่กำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยา ให้ความเห็นด้านการใช้ยาแก่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึงจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติและกำหนดราคากลางยาในการจัดซื้อ
อีกหนึ่งคือ คณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์ ตั้งขึ้นตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 19มิ.ย. 2555 มี วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน คณะกรรมการประกอบขึ้นจากฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ ผู้บริหารกองทุนสุขภาพ ประชุมทุกเดือน ทำหน้าที่ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาให้เหมาะสม สร้างกลไกการต่อรองราคายา ควบคุมการเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติของกองทุนสุขภาพ
คณะกรรมการชุดยิ่งลักษณ์ มีคณะอนุกรรมการทั้งสิ้น 7 ชุด แต่ “หัวใจ” อยู่ที่คณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดราคากลางยา และอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมาปฏิบัติภารกิจเต็มศักยภาพ ต่อรองราคายาจนบริษัทยาข้ามชาติเสียราคา สูญเสียผลประโยชน์จำนวนมหาศาล
ความไม่พึงพอใจของบริษัทยาข้ามชาติ ถูกส่งผ่านมายังคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) บางราย ซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับฝ่ายการเมือง และเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของนายกฯ อย่างไม่เป็นทางการ รวมทั้งมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารในหน่วยงานภายใต้การกำกับของ สธ. ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดยิ่งลักษณ์ และจะเกษียณในเดือน ก.ย.นี้
ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยาฯ (ชุดวิทยา) เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา มีความพยายามโอนย้ายคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่เป็น “หัวใจ” ของการต่อรองราคายาให้มาอยู่ภายใต้คณะกรรมการฯ ชุดนี้ โดยอ้างประเด็นการทับซ้อนเชิงอำนาจและประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพราะมีการประชุมทุกเดือน
คำถามคือ การอ้างเช่นนี้สะท้อนถึงการทำหน้าที่ของ นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะเลขานุการในคณะกรรมการพัฒนาระบบยาฯ มีปัญหา จึงต้องส่งต่องานมายังคณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยาฯ ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นเลขานุการ... ใช่หรือไม่?
ทั้งๆ ที่เลขาธิการ อย.น่าจะมีความรู้เรื่องยามากกว่าอธิบดีกรมบัญชีกลาง
พิเคราะห์ลึกลงไป หากโอนย้ายได้สำเร็จเสมือนหนึ่งว่าสามารถควบคุมกลไกการต่อรองราคาและการกำหนดราคากลางยาได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องด้วยโครงสร้างคณะกรรมการเป็นเส้นตรง ส่วนใหญ่ประกอบด้วยฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ
ทว่า ที่ประชุมแสดงความกังวล เกรงว่าจะอาจขัดต่อข้อกฎหมาย เพราะกรมบัญชีกลางไม่มีอำนาจหน้าที่ต่อรองรายการยาและราคายา
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ ทางหนึ่งคือส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งแน่นอนว่าจะล่าช้า ข้อเสนอนี้จึงถูกตีตกไป
อีกทางหนึ่งคือ ต้องเร่งรัดให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จัดประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาฯ ขึ้นภายในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อขอมติ “เห็นชอบ” หรือให้นายกฯ เป็นผู้ “สั่งการ” จัดปรับอำนาจหน้าที่ใหม่ ... ก็สามารถดำเนินการได้ทันที
นอกจากนี้ หากการประชุมเกิดขึ้นจริงจะมีการนำเสนอผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการพัฒนาระบบยาฯ จำนวน 10 ราย แทนชุดเดิมที่หมดวาระลงเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา
ประกอบด้วย ยุทธ โพธารามิก สมาคมส่งเสริมการผสมผสานกิจกรรมพัฒนาประชากรและสาธารณสุขไทย จำรูญ มีขนอน มูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย วิษณุ ธรรมลิขิตกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ ทวี เลาหพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ทางเลือก ธีรลักษณ์ สุทธเสถียร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านทันตกรรม สุนิพนธ์ ภุมมางกูร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเภสัชกรรม ปานเทพ รัตนากร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสัตวแพทย์ สุชัย เจริญรัตนกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุข คณิศ แสงสุพรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ กายสิทธิ์ พิศวงปราการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย
ความพยายามถ่ายโอนอำนาจและการแต่งตั้งตัวบุคคล เกิดเป็นข้อเคลือบแคลง ... การเมืองจ่อยึดระบบยา?







