
น้ำท่วมสุโขทัยคลี่คลายซ่อมพนังกั้นน้ำยมสำเร็จ
นายกรัฐมนตรี ลุยตรวจน้ำท่วม ขณะที่ ทหารสามารถอุดรอยรั่วใต้พนังกั้นน้ำยมที่สุโขทัย เสร็จแล้ว เร่งสูบน้ำออก
นายกรัฐมนตรี ลุยตรวจน้ำท่วม ขณะที่ ทหารสามารถอุดรอยรั่วใต้พนังกั้นน้ำยมที่สุโขทัย เสร็จแล้ว เร่งสูบน้ำออก
เมื่อเวลา 11.00น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ จะมีภารกิจลงพื้นที่ดูสถานการณ์น้ำท่วม โดยจะเริ่มต้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะตรวจพื้นที่และเยี่ยมเยือนประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ต.คลองหลวง อ.บางบาล จากนั้นจะเดินทางต่อไปยัง จ.นครสวรรค์ เพื่อตรวจเยี่ยมสถานีตรวจวัดน้ำ ที่ค่ายจิรประวัติ พร้อมเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัยทั้งนี้ ต่อจากนั้นจะเดินทางไปยัง จ.สุโขทัย ดูพื้นที่ประสบอุทกภัยทางอากาศ ก่อนลงพื้นที่เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี ตรวจการอุดรอยรั่วพนังกั้นน้ำแม่น้ำยม ก่อนจะฟังบรรยายสรุปจาก นาย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด จากนั้นจะแจกถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย
สถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย ภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 500 นาย นำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ลำเลียงตาข่ายเหล็กบรรจุหิน หรือกล่องเกเบียน น้ำหนักกว่า 2 ตันวางเป็นแนวกั้นน้ำเสริมกระสอบทรายยักษ์ หรือบิ๊กแบ็ก เพื่ออุดรอยรั่วใต้พนังกั้นแม่น้ำยมฝั่งตะวันออกรวมระยะทาง 80 เมตรมาเป็นเวลากว่า 4 วัน กระทั่งเวลา 02.30 น.ของวันนี้ (13ก.ย.) เสร็จสิ้น ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะมีการนำกระสอบทรายจำนวน 1,000 ใบวางตามช่องว่างระหว่างแกเบี้ยนและบิ๊กแบ็ก เพื่อป้องกันน้ำที่ยังไหลเข้ามาตามช่องว่างซึ่งจะเริ่มในเวลา 07.00 น.ของวันนี้ โดยหลังจากการอุดรอยรั่วเสร็จ ได้เริ่มเดินเครื่องสูบน้ำทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมถึงเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่กว่า 50 เครื่องที่สามารถสูบน้ำได้ 1 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ที่นำมาติดตั้งไว้ ส่งผลให้ระดับน้ำในเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีเริ่มลดระดับ
นายปรีชา เร่งสมบรูณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า การวางแนว เกเบียน และบิ๊กแบ็กได้ดำเนินการไปแล้ว 99% เหลือเพียงการอุดรอยรั่วบริเวณรอยต่อบิ๊กแบ๊กซึ่งอาจจะขยายใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งทางกองทัพจะดำเนินการนำกระสอบทรายขนาดเล็กวางอุดรอยต่อดังกล่าว และได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาบรรจุกระสอบช่วยด้วย
ทั้งนี้การแก้ปัญหาแนวพนังกั้นน้ำยมอย่างถาวรนั้น จะหาบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งชีทไพล์มาวางบริเวณดังกล่าวประมาณ 100 เมตร เพื่อวางรากฐานแนวกำแพงกั้นน้ำแม่น้ำยมให้มั่นคง ไม่ติดปัญหารอยรั่วอีก
ด้านนายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) สุโขทัยกล่าวว่า ขณะนี้ได้เดินเครื่องสูบน้ำไปแล้ว 24 เครื่อง และจะเร่งดำเนินการติดตั้งและระดมสูบน้ำในพื้นที่ต่างๆ ให้เร็วที่สุด โดยบริเวณใดตั้งเครื่องสูบน้ำได้ก็ติดตั้งได้เลย
ขณะที่นายประสพสุข สุขสวรรค์ ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี กล่าวว่า ระบบท่อระบายน้ำของเทศบาลมีการเชื่อมต่อกับบ่อพักน้ำ ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำอยู่บน การแก้ปัญหาจึงต้องนำพลาสติกวางปูบนตะแกรงเหนือบ่อพักน้ำดังกล่าวเพื่อกั้นไม่ให้น้ำสามารถเข้าบ่อพักได้ น้ำก็จะไม่ไหลไปตามท่อระบายน้ำ ทำให้ไม่เกิดน้ำผุดตามท่อระบายน้ำอีก
นอกจากนี้นายมณฑล สุดประเสริฐ รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าที่อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองกล่าวว่า ได้เริ่มวางแนวบิ๊กแบ็คที่ 2 เพื่อป้องกันกำแพงกั้นแม่น้ำยมมีจุดรั่วเพิ่มเติมหรือพังลงมา แล้วประมาณ 100 เมตร จากแผนทั้งสิ้น 800 เมตร ซึ่งรถจะยังคงสามารถสัญจรไปมาได้ และจะวางแนวไว้ประมาณ 80% โดยเว้นช่วงทางแยกทางไว้ก่อน หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นก็จะสามารถวางแนวอีก 20% ได้ทันที อย่างไรก็ตามจะมีการประชุมทำความเข้าใจร่วมกับชาวบ้านทั้ง 250 ครัวเรือนที่จะได้รับผลกระทบถึงการดำเนินดังกล่าว
"เชื่อว่าชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวจะเข้าใจ เนื่องจากแนวบิ๊กแบ๊คจะสามารถบล็อกน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างออกไปได้แน่นอน ทั้งนี้หากแนวดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์จะมีเครื่องสูบน้ำซึ่งมีท่อยาว 3 กิโลเมตร ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยติดตั้งคอยสูบน้ำบริเวณบ้านที่ถูกแนวกั้นครอบไว้ ออกไปยังแม่น้ำยม ส่วนระดับน้ำยืนยันว่าจะไม่สูงไปกว่าเดิม"นายมณฑลกล่าว
ทั้งนี้ระดับน้ำภายในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี ฝั่งศูนย์ราชการ จวนผู้ว่าฯแห้งเกือบทั้งหมดแล้ว จากการระดมสูบน้ำลงแม่น้ำยม เหลือเพียงบริเวณสี่แยกศรีสมบุญ ชุมชนราชธานี และชุมชนวิเชียรจำนงค์เท่านั้นที่ระดับน้ำลดไปแล้วประมาณ 20 เซนติเมตร แต่โดยภาพรวมน้ำยังคงสูงอยู่ โดยเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีระบุว่า หากไม่มีปัญหาเพิ่มเติม ภายในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ย.) น่าจะแห้งสนิททั้งเมือง โดยขณะนี้ถนนบางสายที่เคยมีน้ำท่วมขังรถขนาดเล็กสามารถสัญจรไปมาได้แล้ว ทำให้พ่อค้าและแม่ค้าในตลาดสุโขทัยเริ่มกลับมาค้าขายกันตามปกติ







