posttoday
สุโขทัยแตกยิ่งลักษณ์สำลักน้ำ

สุโขทัยแตกยิ่งลักษณ์สำลักน้ำ

13 กันยายน 2555

สัญญาณอันตรายหลังน้ำท่วมเข้าตัวเมือง “สุโขทัย” ถือเป็นด่านแรกสำหรับการทดสอบฝีมือรัฐบาล

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

สัญญาณอันตรายหลังน้ำท่วมเข้าตัวเมือง “สุโขทัย” ถือเป็นด่านแรกสำหรับการทดสอบฝีมือรัฐบาลที่ต้องลุ้นระทึกว่าจะสกัดน้ำไม่ให้ทะลุทะลวงขยายวงความเดือดร้อนซ้ำรอยปีที่แล้วหรือไม่

เบื้องต้น “บิ๊กแบ็ก” 300 ถุง ที่นำมาอุดกั้นรอยรั่วใต้กำแพงริมแม่น้ำยมไม่อาจต้านทานมวลน้ำ จนต้องแตกพ่ายถูกซัดกระจาย ทำให้พื้นที่ตลาด ย่านเศรษฐกิจ หน่วยงานราชการถูกน้ำท่วมขัง

สุดท้ายต้องมาฝากความหวังไว้กับ “เกเบียน” ตะแกรงเหล็กบรรจุหินแกรนิต 500-1,000 ลูก นำมาวางเสริมตรงรอยรั่วไม่ให้น้ำไหลแรง ก่อนใช้ “บิ๊กแบ็ก” อุดซ้ำ ที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ผลแค่ไหน

แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือการที่ “ปลอดประสพ สุรัสวดี” ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ออกมา “ขอโทษ” และย้ำว่าน้ำท่วมตัวเมือง “สุโขทัย” เป็น “อุบัติเหตุ” และ “สุดวิสัย” เพราะพนังกั้นน้ำที่รั่วจากใต้ฐานพนัง เพราะไม่ได้มีการตอกเสาเข็มและซ่อมเสริมพนัง

นั่นเท่ากับว่าเกือบปีที่ผ่านมา มาตรการป้องกันน้ำท่วมระลอกใหม่กับวงเงินก้อนแรกส่วนของงบฉุกเฉิน 1.2 แสนล้านบาท และงบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ไม่อาจรับประกันว่าจะไม่ทำให้น้ำท่วมหลายพื้นที่เกิดซ้ำรอยปีที่แล้ว

สส.ประชาธิปัตย์ โซนลุ่มน้ำยม ถือโอกาสนี้ออกมาถล่มการใช้งบประมาณหลายแสนบาท ที่ไม่อาจสร้างความไว้วางใจกับ “น้ำท่วม” รอบใหม่ รวมทั้งการใช้เงินแบบรั่วไหล ที่ส่วนใหญ่ใช้ไปกับแค่การขุดลอกคูคลอง มากกว่ามาตรการป้องกันแบบถาวร

ผลกระทบล่าสุด ชาวบ้านเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย เดือดร้อนแล้วกว่า 4,000 ครอบครัว จากพื้นที่ถูกน้ำท่วมทั้งหมด 4 อำเภอ 20 ตำบล 86 หมู่บ้าน 12 ชุมชน มูลค่าความเสียหายทางภาคธุรกิจเบื้องต้น 1,000 ล้านบาท

สุโขทัยแตกยิ่งลักษณ์สำลักน้ำ

ไม่แปลกที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วางกำหนดการลงพื้นที่เร่งรัดการแก้ปัญหาวันนี้ที่ จ.สุโขทัย และพิษณุโลก ต่อเนื่องวันที่ 14 ก.ย. นายกฯ จะลงพื้นที่ จ.พิจิตร และกำแพงเพชร พร้อมคุยกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงบ่าย เพื่อประเมินจุดเสี่ยงน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือ

เพราะ “สุโขทัย” เป็นหน้าด่านสำคัญ ที่หากน้ำเหนือยังไหลต่อเนื่องและสกัดไม่อยู่ 3-4 วัน น้ำก็จะไหลต่อไปยัง “พิษณุโลก” ที่มีแผลจาก “บางระกำโมเดล” คอยตามหลอกหลอนถึงทุกวันนี้ และหากยังสกัดไม่อยู่ 6-7 วัน ก็จะต่อไปถึง จ.พิจิตร

โจทย์ใหญ่เวลานี้จึงต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว จำเป็นต้องไล่สกัดมวลน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ให้ท่วมท้นเกินควบคุมมายังกลางน้ำ ปลายน้ำ

ท่ามกลางมรสุมการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลหนักอยู่แล้ว หากต้องมาพลาดพลั้งปล่อยให้น้ำท่วมเหมือนที่ผ่านมา ย่อมสะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงและรุนแรงกว่าครั้งที่แล้ว

เพราะครั้งนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้อยู่ในสถานะ “มือใหม่” ที่ประชาชนพร้อมจะให้โอกาส หรือไม่สามารถจะโยนให้เป็นเรื่องของความผิดปกติของธรรมชาติที่มีพายุเข้าต่อเนื่องหลายลูก รวมทั้งไม่อาจโยนความผิดให้เป็นเรื่องรัฐบาลในอดีตกลั่นแกล้งกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมากเกินไป

เมื่อครั้งนี้รัฐบาลมีทั้งประสบการณ์ มีทั้งเวลา มีทั้งงบประมาณก้อนใหญ่ มีอำนาจบริหารจัดการเต็มที่ หากเกิดความผิดพลาดย่อมมาจากฝีมือการบริหารชัดเจน

ยิ่งในวันที่วาทกรรม “เอาอยู่” ปีที่ผ่านมาได้ทำลายความน่าเชื่อถือต่อนายกฯ และรัฐบาลไปอย่างหมดสิ้นแล้ว เมื่อเจอวาทกรรมใหม่ “โกหกสีขาว” จากคนในรัฐบาล ยิ่งทำให้ประชาชนไปจนถึงหน่วยงานภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ไม่อาจเชื่อมั่นในรัฐบาลได้อีกต่อไป

แค่การซักซ้อมระบายน้ำสัปดาห์ก่อน ที่รัฐบาลเคยหวังว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลทิศทางปริมาณการไหลของน้ำเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่สุดท้ายข้าวในนา จ.พระนครศรีอยุธยา หลายแปลงต้องเสียหายจากน้ำท่วม ก่อนจะยกเลิกการทดสอบระบายน้ำวันที่สอง เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง

การการันตีจากภาครัฐว่าน้ำจะไม่ท่วมเหมือนครั้งที่แล้ว จึงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เพียงพอให้คนเชื่อถืออีกต่อไป นั่นจะยิ่งเป็นผลเสียต่อการแก้ปัญหาในอนาคตที่จะยิ่งโกลาหลมากกว่าเดิม

เวลานี้ “ปลอดประสพ” ยังมั่นใจเหมือนเดิมว่า “เอาอยู่” ปริมาณ “น้ำฝน” ปีนี้น้อยกว่าปีก่อน 20% “น้ำท่า” ก็น้อยกว่าปีที่แล้ว โดย จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านเพียง 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที และระดับน้ำท่วมใน จ.สุโขทัย เริ่มทรงตัว จะไม่กระทบต่อ จ.นครสวรรค์ รายงานกรมชลประทานขณะนี้ไม่ปรากฏว่ามีน้ำล้นจากแม่น้ำสายหลักของประเทศเข้าสู่ทุ่งเลย

ทว่าสถานการณ์ยังไม่อาจนิ่งนอนใจ เมื่อมีพื้นที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน ทั้ง 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ผักไห่ บางบาล เสนา บางปะอิน บางไทร และพระนครศรีอยุธยา

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศเตือน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย (อ.แม่สรวย เวียงป่าเป้า แม่ฟ้าหลวง) จ.ลำปาง (อ.เมืองปาน วังเหนือ แจ้ห่ม) จ.พะเยา (อ.เชียงคำ ปง) จ.แพร่ (อ.วังชิ้น เด่นชัย) จ.อุตรดิตถ์ (อ.มือง ลับแล ท่าปลา) อาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินภูเขาที่ชุ่มน้ำอยู่แล้วอาจถล่มลงมาได้เฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว 18 อำเภอ จาก 25 อำเภอ

ที่สำคัญ ต้องจับตาวันที่ 13 ก.ย. เมื่อหางพายุที่ก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้พาดผ่านภาคเหนือ ทำให้เกิดพายุใน จ.น่าน เชียงราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะไม่รุนแรงเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็เสี่ยงซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ ต่อเนื่องด้วยข้อมูลจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือแจ้งเตือนว่าปลายเดือนนี้จะมีพายุเข้ามาอีก 2 ลูก

สถานการณ์สุ่มเสี่ยงเวลานี้จะเป็นบททดสอบฝีมือครั้งสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีเดิมพันเป็นอนาคตของรัฐบาล

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท