
เยอรมนีเข้าเกียร์'ลุย'เร่งเครื่องกู้วิกฤตหนี้ยุโรป
สมกับที่บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกรอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อมานานหลายเดือน สำหรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีเมื่อวานนี้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สมกับที่บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกรอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อมานานหลายเดือน สำหรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีเมื่อวานนี้ ซึ่งรับรองให้รัฐสภามีอำนาจในการให้สัตยาบันต่อกรณีการนำเงินงบประมาณ (เงินภาษีประชาชน) อุดหนุนกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ได้โดยไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญประเทศ
เท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลเมืองเบียร์ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล เดินหน้าควักเงินสมทบเข้ากองทุนอีเอสเอ็มตามขนาดสัดส่วนเศรษฐกิจของประเทศที่ 27% หรือเท่ากับ 1.9 แสนล้านยูโร (ราว 7.543 ล้านล้านบาท) จากวงเงินทั้งหมด 5 แสนล้านยูโร (ราว 20 ล้านล้านบาท) เพื่อไปใช้รับมือจัดการกับวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคต่อไป
อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็ต้องพูดว่า เพราะเยอรมนีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่และแกร่งที่สุดในภูมิภาค ดังนั้นเยอรมนีจึงเป็นสปอนเซอร์หลักของกองทุนอีเอสเอ็มที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นกองทุนช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง โดยได้ดอกเบี้ยในราคาถูกกว่าตามท้องตลาด และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินภายนอก เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ผลลัพธ์ที่ได้จึงส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะ 17 ชาติสมาชิกผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแง่ที่ว่า เมื่อมีหัวเรือใหญ่อย่างเยอรมนีคอยค้ำจุนสถานะเงินกองทุน วิกฤตยุโรปย่อมสามารถยืดเวลาหาทางแก้ไขได้ต่อไป พร้อมกับการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน นอกจากจะทำให้เยอรมนีสามารถควักเงินภาษีประชาชนอุดหนุนกองทุนอีเอสเอ็มได้แล้ว การอนุมัติที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาทุกครั้งที่รัฐบาลจะสมทบเงินเพื่อจำกัดวงเงิน ยังช่วยให้กลไกแก้วิกฤตหนี้ต่างๆ ของยูโรโซนสามารถเดินหน้าต่อไปได้
เช่น โครงการทุ่มซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่เพิ่งจะประกาศใช้อีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า เพราะเป็นแผนที่จะอาศัยเงินจากกองทุนอีเอสเอ็มส่วนหนึ่งมาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้ท่วมหัว เพื่อลดภาระต้นทุนการกู้ยืม เช่น สเปนและอิตาลี ซึ่งกำลังปวดหัวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงในระดับอันตรายและสุ่มเสี่ยงกับการต้องยื่นเรื่องขอเงินช่วยเหลือจากอียูตามรอยกรีซและโปรตุเกส
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีพิจารณาว่าประธานาธิบดี โยอาคิม เกาค์ แห่งเยอรมนี สามารถลงนามเซ็นรับรองการสมทบเงินเข้ากองทุนอีเอสเอ็มของเยอรมนีได้ ยังส่งผลให้การผลักดันแนวทางสหภาพการคลัง (Fiscal Union) มีความคืบหน้าชัดเจนมั่นคงมากขึ้น
กุนทรัม บี วอล์ฟฟ์ รองผู้อำนวยการสถาบันบรูเกลในกรุงบรัสเซลส์ ถึงกับแสดงความเห็นอย่างกระตือรือร้นว่า การตัดสินใจของเยอรมนีในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความเป็นยุโรปที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
เนื่องจากพี่เบิ้มอย่างเยอรมนีลงทุนลงแรงขนาดนี้แล้ว ทำไมสมาชิกรายอื่นๆ จะไม่ยอมร่วมมือทุ่มเทตาม
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นข่าวดีที่ทำให้ตลาดตอบรับในทางบวก ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินยูโรที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น 1.288 เหรียญสหรัฐต่อยูโร (ราว 39 บาท) ในการเปิดตลาดช่วงเช้าของนิวยอร์ก หรือดัชนียูโรสต๊อกส์ 50 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วเอเชียที่ปรับตัวเพิ่มกันทั่วหน้า แต่ความคืบหน้าของแผนแก้ไขและกลไกป้องกันวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปในปัจจุบันอย่างกองทุนอีเอสเอ็ม ก็ไม่ได้ช่วยรับประกันว่าวิกฤตหนี้ของภูมิภาคจะยุติสิ้นสุดลงแต่อย่างใด
เพราะเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคยุโรปยังคงประสบกับภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง อัตราการว่างงานยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง และรัฐบาลในหลายประเทศ เช่น กรีซ โปรตุเกส สเปน หรือฝรั่งเศส ยังต้องเดินหน้าพยายามปรับลดการขาดดุลงบประมาณประเทศด้วยมาตรการรัดเข็มขัดต่อไป
ขณะเดียวกัน ผลการตัดสินครั้งนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าภูมิภาคยุโรปจะมีเงินช่วยเหลือไม่จำกัด จนประเทศสมาชิกไม่ต้องมานั่งกังวลกับการก่อร่างสร้างหนี้อีกต่อไป
ทั้งนี้ อันเดรียส์ วอสส์คูห์ล ประธานศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี กล่าวเตือนแทบจะในทันทีที่ผลออกมาว่า การตัดสินในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเยอรมนีจะให้เงินช่วยเหลือมากขึ้นโดยปราศจากการตรวจสอบใดๆ ยืนยันได้จากคำตัดสินที่มาพร้อมกับเงื่อนไขเปิดทางให้คณะกรรมการงบประมาณของทางรัฐสภาต้องตรวจสอบวงเงินเสียก่อน
นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมถึงกระแสความคิดของคนในสังคมในปัจจุบันที่เริ่มตั้งคำถามต่อการใช้สกุลเงินเดียวกันว่าเป็นประโยชน์ตามที่วาดหวังกันไว้หรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน
เพราะกว่า 10 ปีที่ใช้สกุลเงินร่วมกันมา นอกจากตัวเลขหนี้สาธารณะของรัฐบาลแต่ละประเทศจะพอกพูนขึ้นอย่างน่ากลัวแล้ว ประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจแน่นแข็งแกร่งยังต้องร่วมแบ่งปันชะตากรรมโหดร้าย ทั้งเศรษฐกิจซบ เงินเฟ้อพุ่ง และต้องควักเงินช่วยเหลือโอบอุ้มเป็นของแถม
อาจกล่าวได้ว่าความกังขาที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของกลุ่มอียู นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ โดย นิโคลัส ไฮเนน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยดอยช์แบงก์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นความท้าทายยิ่งใหญ่สำหรับการรวมตัวของอียูในอนาคต
ทั้งนี้ ตราบใดที่บรรดาผู้นำในอียูไม่สามารถยืนยันให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบสกุลเงินเดียว พร้อมๆ กับตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องยอมเสียสละเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยเหลือกัน
ตราบนั้นสหภาพยุโรปก็คงทำได้แค่นับถอยหลังรอวันแยกทาง แม้จะมีกลไกช่วยเหลือ แนวทางแก้ไข หรือแผนป้องกันดีแค่ไหนก็ตาม







