
เบน เบอร์แนนคี อาจตาย...เพราะ "ไม้ตาย"
มาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งที่ 3 (Quantitative Easing 3 : QE 3) ที่นักลงทุนหลายคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไรจะมีมาตรการนี้ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจของโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยมีสาเหตุมาจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งที่ 1 และ 2 (QE 1 QE 2) ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับสูงขึ้นโดยถ้วนหน้า รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทอง น้ำมัน สินค้าการเกษตร ต่างก็พลอยได้รับอานิสงส์ราคาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้าคอยเพื่อหวังจะแสวงหากำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำจากราคาที่เพิ่มขึ้น
มาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งที่ 3 (Quantitative Easing 3 : QE 3) ที่นักลงทุนหลายคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไรจะมีมาตรการนี้ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจของโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยมีสาเหตุมาจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งที่ 1 และ 2 (QE 1 QE 2) ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับสูงขึ้นโดยถ้วนหน้า รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทอง น้ำมัน สินค้าการเกษตร ต่างก็พลอยได้รับอานิสงส์ราคาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้าคอยเพื่อหวังจะแสวงหากำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำจากราคาที่เพิ่มขึ้น
เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) ผู้มีอำนาจในการออกมาตรการดังกล่าว เขาเองมักจะทำท่ากลับไปกลับมาว่าจะออกมาตรการดังกล่าวดีหรือไม่ จนนักลงทุนและตลาดหุ้นทั่วโลกออกอาการสิ้นหวัง และคิดว่ามาตรการดังกล่าวคงไม่ได้ออกมาแน่ แต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเบอร์แนนคีได้ออกมากล่าวถึงการออกมาตรการ QE 3 อย่างจริงจัง
เบอร์แนนคีได้พูดถึงว่า... “เศรษฐกิจได้กลับมาซบเซาอีกครั้งหนึ่งในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหน้าที่ของเฟดที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวใหม่” และหนึ่งในนั้นที่เฟดจะทำก็คือ การออกมาตรการ QE 3 จึงถือได้ว่า QE 3 เป็น “ไม้ตาย” ของเบอร์แนนคี ซึ่งคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และคาดว่าจะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านตำแหน่ง หลังคำปราศรัยของเบอร์แนนคี ส่งผลทันทีให้ราคาทองคำในบ้านเราพุ่งขึ้นในวันเดียว (2 ก.ย.) ถึง 300 บาท
ฟังแล้ว...ดูเหมือนว่าจะมีแต่ “ข่าวดี” เต็มไปหมด แต่นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันนามว่า อีธาน แฮริส กลับออกมาพูดว่า แม้ว่าเฟดจะพยายามออกมาตรการใดๆ ในเวลานี้ออกมาก็ตาม ก็ไม่สามารถช่วยเศรษฐกิจในเวลานี้ให้ฟื้นขึ้นมาได้ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
หนึ่ง ปัญหา “หน้าผาแห่งการคลัง” (Fiscal Cliff)
ผมเคยอธิบายถึง Fiscal Cliff ไว้ว่า มันคือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอเมริกาอาจกลับมาซบเซาอีกครั้งหนึ่ง จากปัญหาที่มาตรการลดภาษีและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะหมดอายุพร้อมๆ กันในสิ้นปีนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www. doctorwe.com/variety/20120902/3132) ดังนั้นเศรษฐกิจของอเมริกาก็คงจะดีขึ้นยาก
มีนักลงทุนหลายรายคิดว่า หลังการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีคนใหม่กับสภาคองเกรสคงช่วยกันรีบออกนโยบาย “ขยายเวลา” มาตรการลดภาษีและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คาดว่ามันจะ “สายเกินไป” เนื่องจากบรรดานักลงทุนจะชะลอการลงทุนทั้งหมดไว้ก่อน จนกว่าจะได้เห็นภาพการแก้ไขปัญหา Fiscal Cliff ที่ชัดเจนหลังเลือกตั้งอเมริกา
สอง อนาคตอเมริกา จะมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง
มิตต์ รอมนีย์ คู่แข่งในการเลือกตั้งของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้เลือก พอล ไรอัน ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านงบประมาณ และคาดว่าพรรครีพับลิกันจะตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายและเพิ่มภาษีเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ดังนั้น ถ้าพรรคนี้ชนะ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ก็คงจะไม่ได้โผล่หัวออกมาแน่!
แต่ถ้าประธานาธิบดีโอบามาเกิดชนะขึ้นมา การที่จะหวังว่ามาตรการต่างๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้จะได้ต่ออายุทั้งหมดนั้น บางส่วนก็อาจต้องเป็น “ความฝัน” ไป เพราะพรรครีพับลิกันคงไม่ยอมอย่างแน่นอน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คง “เหลือแค่บางตัว” เท่านั้น
สาม มาตรการที่ “แสนสับสน” ของเฟด
เบน เบอร์แนนคี ต้องการให้ “อัตราดอกเบี้ยต่ำๆ” เพื่อที่จะให้ภาคเอกชนอยากลงทุนมากๆ เพราะต้นทุนดอกเบี้ยต่ำจึงพยายามเสนอมาตรการลดดอกเบี้ยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงที่ปราศรัยออกไปล่าสุด คาดว่าจะลดให้เหลือเพียง 1.65%
แต่ในความเป็นจริง เฟดก็ไปลด Net Interest Margin หรือที่เราเรียกว่า สเปรด (Spread) หรือส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยลงไปด้วย เช่น สมมติว่าธนาคารกู้มา 2% แต่เฟดบังคับให้ปล่อยกู้ที่ 6% แสดงว่าธนาคารจะได้กำไรแค่ 4% หักค่าใช้จ่ายพนักงานออฟฟิศอื่นๆ รวมทั้ง “ค่าถูกเบี้ยวหนี้” แล้ว ธนาคารก็บอกว่า “ขาดทุน...ทำไม่ได้”
ทุกวันนี้ในอเมริกาก็เหมือนกัน เฟดไปกดดันธนาคารให้เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำๆ เพื่อให้เอกชนจะได้ต้นทุนต่ำๆ จะได้อยากลงทุน ธนาคารก็เลยดึงเรื่องให้ช้าๆ เพราะยิ่งปล่อยกู้ไป...ก็ยิ่งขาดทุน ธนาคารคงคิดว่า “ข้าอยู่เฉยๆ ดีกว่า ไม่ขาดทุน...ไม่เจ็บตัว”
สี่ – QE 3 จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริงหรือ?
คำกล่าวปราศรัยของเบอร์แนนคีที่เชื่อมั่นกับผลสำเร็จของมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ที่ผ่านมา ว่าสามารถทำให้ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูด ประชาชนมีความเชื่อมั่น และ “มีเงิน” และก็อยาก “ใช้เงิน” นั้น ในเวลานี้ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนี S&P 500 มีค่า “ราคาต่อกำไร” (P/E Ratio) อยู่ที่ 17 เท่าแล้ว คนที่เล่นหุ้นอยู่คงรู้ดีว่ามันสูงแค่ 15 เท่า ตลาดก็มี “ภาวะเก็งกำไร” สูงแล้ว แต่ตอนนี้มันสูงตั้ง 17 เท่า ตลาดหุ้นจะพุ่งขึ้นไปได้อีกเท่าไรกัน?
เบน เบอร์แนนคี อาจจะลืมไปว่า ตอนนี้ไม่ใช่ปี 2551 ในปีนั้น เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลายไป และ P/E ของตลาดหุ้นตอนนั้นบางช่วงต่ำกว่า 10 เท่าเสียอีก เมื่อออก QE ออกมาจึงทำให้ตลาดหุ้นพุ่ง ส่วนปีนี้ถ้าออกมาตรการ QE 3 ออกมาแล้ว ตลาดหุ้นจะพุ่งกระฉูดขึ้นได้จริงหรือ?
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ...ถ้าเฟดออกมาตรการ QE 3 ออกมาแล้วปรากฏว่า...ไม่ได้ผล ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นนิดหน่อย...
แต่ผู้คน... “ยังไม่กล้าใช้เงิน”
ผู้คน... “ยังตกงานบานเบอะ”
และเศรษฐกิจก็ยังคง... “ไม่ยอมโผล่หัวพ้นน้ำ”
ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณเบนอาจตาย เพราะ “ไม้ตาย” ของตัวเองก็เป็นได้







