
ของปลอมระบาดหนักตลาดนัด
สินค้าปลอมระบาดหนักตามตลาดนัด ดึงตำรวจ พาณิชย์จังหวัด ร่วมปราบ พร้อมเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย
สินค้าปลอมระบาดหนักตามตลาดนัด ดึงตำรวจ พาณิชย์จังหวัด ร่วมปราบ พร้อมเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย
นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายจากนายภูมิสาระผล รมช.พาณิชย์ ให้ขอความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ สอดส่องดูแลการขายสินค้าปลอมตามตลาดนัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ยาสระผม ครีมทาผิว ซีอิ๊ว น้ำปลา กาแฟ เหล้า น้ำหอม เป็นต้น ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการนำสินค้าเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนมปลอมมาจำหน่ายด้วย ดังนั้น ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ รมช.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเชิญเจ้าของสถานที่ เช่น กรมธนารักษ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มาหารือในการวางมาตรการเด็ดขาด ห้ามผู้เช่าสถานที่ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 11 ก.ย. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เพิ่มบทบัญญัติให้การละเมิดเครื่องหมายการค้าสินค้า โดยทำสินค้าปลอมแล้วนำมาบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าถูกต้อง ให้ถือว่าละเมิดเครื่องหมายการค้าด้วย มีโทษปรับไม่เกิน 4 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ คาดว่าจะออกเป็นกฎหมายได้ปีหน้า
สาเหตุที่ต้องเพิ่มเติมมาตรานี้เข้าไปในพ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าด้วย เนื่องจากปัจจุบันการขายสินค้าปลอมด้วยการนำสินค้ามาบรรจุในผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าถูกต้อง จากนั้นนำไปขายหลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิดว่าเป็นสินค้ายี่ห้อนั้นจริงๆ กลับไม่มีบทลงโทษอยู่ในพ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ทำให้เวลาตรวจเจอและดำเนินการเอาผิดมักล่าช้า เพราะต้องแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่มีบทลงโทษ แต่หากเพิ่มบทลงโทษอยู่ในกฎหมายเครื่องหมายการค้า จะทำให้กรมสามารถดำเนินการเอาผิดได้รวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโทษทางอาญามากขึ้นให้ผู้กระทำผิดได้หลากจำ
พร้อมกันนี้เตือนประชาชนที่นำบรรจุภัณฑ์เหลือใช้ขายให้ผู้รับซื้อของเก่า ให้ทำลายผลิตภัณฑ์ก่อน เพราะแหล่งบรรจุภัณฑ์แท้มาใส่สินค้าปลอมนั้นมาจากแหล่งรับซื้อของเก่าด้วยส่วนหนึ่ง
ด้านสถิติการปราบปรามการละเมิดในช่วง 7 เดือน (ม.ค.ก.ค.) 2555 นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลการจับกุมทั้งสิ้น 6,342 คดี ยึดของกลาง 4.07 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 265 ล้านบาท ขณะที่กรมศุลกากร มีผลจับกุม 375 คดี ยึดของกลาง 2.32 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหาย 77 ล้านบาท และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมได้ 37 คดี ยึดของกลาง 8.99 แสนชิ้น







