
ชีพจรเศรษฐกิจโลกยิ่งดิ่ง "ทอง" ยิ่งแพง
“เศรษฐกิจยิ่งแย่ ยิ่งต้องรีบซื้อทอง” คำกล่าวนี้อาจดูเข้าทีหากใครพอจะมีเงินถุงเงินถังซื้อทองถือเก็บในระยะยาวได้
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
“เศรษฐกิจยิ่งแย่ ยิ่งต้องรีบซื้อทอง” คำกล่าวนี้อาจดูเข้าทีหากใครพอจะมีเงินถุงเงินถังซื้อทองถือเก็บในระยะยาวได้ ท่ามกลางแนวโน้มสูงที่ราคาทองคำโลกจะไต่ระดับแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในปัจจุบันที่ราว 1,734.30 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
แถมยังเป็นทิศทางขาขึ้นที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ” หรือคิวอี 3 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นปัจจัยหลักอีกต่อไป เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะมองไปยังเสาหลักด้านไหนทั้งในฝั่งสหรัฐ ยุโรป หรือเอเชีย ต่างก็มีปัญหาเหมือนกันหมดทั้งสิ้น
ที่ผ่านมาปัญหาหนี้ยุโรปทำให้นักลงทุนโยกเงินไปลงทุนในเอเชียกันมากขึ้น และเมื่อสถานการณ์ในสหรัฐเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นทีละน้อย ก็ทำให้เงินไหลกลับไปลงทุนในดอลลาร์อีกครั้ง
ทว่า ในปัจจุบันเสาเศรษฐกิจทั้ง 3 ต้นหลักดูจะไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก
มาตรการช่วยซื้อพันธบัตรในตลาดรองของยุโรปไม่อาจช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวให้สเปน อิตาลี หรือกรีซได้ แต่การโยกเงินไปลงทุนในเอเชียก็ต้องเริ่มติดขัด เพราะปัญหาในกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่ฝั่งสหรัฐนั้นก็ท่าดีทีเหลว การฟื้นตัวทั้งทางเศรษฐกิจและการจ้างงานเริ่มแผ่วลงจนไม่น่าวางใจ
ทางเลือกในการลงทุนอย่างปลอดภัยที่เหลือไม่มากนัก จึงคาดว่าจะกลับมาสู่การลงทุนรูปแบบเดิมๆ ในทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อีกครั้ง
ทว่า ปัจจัยหนุนราคาทองที่มีน้ำหนักเด่นชัดยิ่งกว่าก็คือ “ทั่วโลกจะพร้อมใจกันกลับมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง” ซึ่งจะไม่ได้มีแค่มาตรการคิวอีของเฟดอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังเป็นมาตรการกระตุ้นจากทั่วโลกโดยเฉพาะจากฝั่งเอเชีย ซึ่งจะนำไปสู่ความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง
ในฟากฝั่งเอเชียนั้นเริ่มมีการกลับมาสู่ยุคของการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกครั้งในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ผ่านทางมาตรการการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และผ่านทางมาตรการการคลังด้วยการอัดฉีดงบประมาณกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ
เกาหลีใต้ คือ ชาติล่าสุดที่ประกาศมาตรการอัดฉีดเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาห่างกันไม่ถึง 3 เดือน โดยเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด วงเงิน 5.9 ล้านล้านวอน (ราว 1.66 แสนล้านบาท) เพิ่มจากแผนเดิมวงเงิน 8.5 ล้านล้านวอน (ราว 2.43 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเกาหลีใต้ได้อ้างถึงความกังวลถึงผลกระทบจากภายนอกที่มากขึ้น และทำให้รัฐบาลโสมขาวต้องปรับลดเป้าจีดีพีของปีนี้มาแล้ว จาก 3.7% ลงมาอยู่ที่ 3.3% เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทว่า ฝ่ายจับตาที่สุดในเอเชียก็คือ รัฐบาลจีน ซึ่งอาจอยู่ในภาวะบีบคั้นมากที่สุดชนิดที่ไม่กระตุ้นไม่ได้แล้ว
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนนั้นเริ่มทยอยย่ำแย่ลงมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 แต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมาดูจะสาหัสที่สุด เพราะดิ่งลงแทบจะทุกตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ถือเป็นหัวใจขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งขยายตัวได้ต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ จนสุ่มเสี่ยงต่อการพลาดเป้า 10% ตลอดทั้งปีนี้ และนักวิเคราะห์บางฝ่ายยังมองว่าเสี่ยงต่อการพลาดเป้าจีดีพี 7.5% ในปีนี้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าในช่วงปลายปีนี้จะเป็นช่วงสำคัญทางการเมืองกับการถ่ายเลือดครั้งใหม่ในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งกลุ่มของว่าที่ผู้นำใหม่อย่าง สีจิ้นผิง ตัวเต็งตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดี คงไม่สามารถขึ้นมาได้อย่างสบายใจนักท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้
เป็นที่คาดว่าทางการจีนจะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น จากตัวเลขในเดือน ส.ค. ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% จากในเดือนก่อนหน้าที่ 1.8% และจะยิ่งนำไปสู่แรงซื้อทอง เพื่อลดความเสี่ยงเงินเฟ้อและความเสี่ยงต่อปัจจัยภายนอกมากขึ้น
ขณะที่สถานการณ์ในสหรัฐนั้น บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันมากกว่า 50% แล้วว่า รัฐบาลอเมริกันอยู่ในภาวะที่ไร้ทางเลือก และจะส่งผลให้เฟดต้องพิมพ์เงินนับแสนล้านเหรียญสหรัฐออกมาซื้อพันธบัตรรอบใหม่ในอีกไม่นานนี้ หรืออาจเร็วสุดในระหว่างการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน ระหว่างวันที่ 12-13 ก.ย.นี้
ปัจจัยกดดัน เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟดในครั้งนี้ มาจากสถานการณ์ในตลาดการจ้างงานสหรัฐที่ยังคงย่ำแย่ และทำให้คนจำนวนมากท้อแท้จนหลุดออกไปจากระบบการจ้างงานถาวร โดยตัวเลขการว่างงานยังพุ่งสูงเหนือระดับ 8% ติดต่อกันมากว่า 3 ปีแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์การเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังใกล้งวดเข้ามาในวันที่ 6 พ.ย.นี้
หากดำเนินมาตรการคิวอีเป็นครั้งที่ 3 จะทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง เหมือนที่เคยอ่อนค่าลงถึง 17% ระหว่างการใช้คิวอีครั้งแรกในช่วงเดือน มี.ค.-ธ.ค. 2009 และร่วงลง 13% ระหว่างคิวอีครั้งที่ 2 ในช่วงเดือน ส.ค. 2010-พ.ค. 2011 ซึ่งเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าอย่างหนักได้นำไปสู่ความต้องการซื้อทองคำครั้งใหญ่ตามมา ในฐานะการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงเงินเฟ้อและดูดซับสภาพคล่องในระบบ
หลังจากที่เฟดอัดฉีดเงินเข้าระบบทั้งสองครั้งเป็นจำนวนราว 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2008-มิ.ย. 2011 ได้ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นไปแล้วถึงเกือบเท่าตัว
ทั้งนี้ การคาดการณ์ถึงมาตรการคิวอีที่มีมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ได้ส่งผลให้ราคาทองคำโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และปรับตัวไปอยู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 6 เดือน เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ระดับ 1,741.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ธนาคารคอมเมิร์ซ แบงก์ ในเยอรมนี นั้นได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า ราคาทองอาจพุ่งไปถึงระดับ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ภายในช่วงต้นปี 2013 เนื่องจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากสหรัฐและทั่วโลก ขณะที่นักวิเคราะห์อีกหลายฝ่ายต่างมองว่า ไม่ว่าจะไต่ไปถึงระดับใด ราคาทองในช่วงครึ่งปีหลังนี้ก็จะอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อมองจากปัจจัยต่างๆ ที่มากกว่าคิวอีในสหรัฐ
ทางออกของการลงทุนจึงอาจหนีไม่พ้นแหล่งการลงทุนอันปลอดภัยอย่างทองคำ เหมือนทุกๆ ครั้ง







