posttoday
ข่าวคืบหน้าเรื่องสารเร่งเนื้อแดง

ข่าวคืบหน้าเรื่องสารเร่งเนื้อแดง

11 กันยายน 2555

วงการปศุสัตว์ของไทยมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงมานานแล้วโดยเฉพาะในหมู เพราะสารดังกล่าวสามารถ “เร่งเนื้อแดง” ได้จริง ทั้งในด้านเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมันลงไปได้มาก ลดไขมันทั้งส่วนที่แทรกอยู่ในเนื้อแดงและส่วนที่เป็นไขมันโดยตรง เช่น บริเวณที่เป็น “เนื้อสามชั้น” จากสัดส่วนเนื้อแดงต่อไขมัน 40 ต่อ 60 ก็กลับเป็น 60 ต่อ 40 เป็นผลให้หมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงขายได้ราคาดี เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ซึ่ง “กลัวไขมัน” กันแทบทั้งนั้น เนื่องจากไขมันจากสัตว์สามารถก่อโรคร้ายได้มาก เช่น ทำให้หลอดเลือดหัวใจอุดตัน เป็นต้น

วงการปศุสัตว์ของไทยมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงมานานแล้วโดยเฉพาะในหมู เพราะสารดังกล่าวสามารถ “เร่งเนื้อแดง” ได้จริง ทั้งในด้านเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมันลงไปได้มาก ลดไขมันทั้งส่วนที่แทรกอยู่ในเนื้อแดงและส่วนที่เป็นไขมันโดยตรง เช่น บริเวณที่เป็น “เนื้อสามชั้น” จากสัดส่วนเนื้อแดงต่อไขมัน 40 ต่อ 60 ก็กลับเป็น 60 ต่อ 40 เป็นผลให้หมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงขายได้ราคาดี เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ซึ่ง “กลัวไขมัน” กันแทบทั้งนั้น เนื่องจากไขมันจากสัตว์สามารถก่อโรคร้ายได้มาก เช่น ทำให้หลอดเลือดหัวใจอุดตัน เป็นต้น

สารเร่งเนื้อแดงมีคุณประโยชน์ แต่ก็มีโทษ ทั้งต่อสัตว์และมนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เกินขนาดทำให้สัตว์อยู่ในสภาพถูกทรมาน เพราะสารเร่งเนื้อแดงมีฤทธิ์กระตุ้นทั้งสมองและระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อสารเหล่านี้ตกค้างในเนื้อสัตว์และมนุษย์บริโภคเข้าไปก็จะได้รับผลจากสารเหล่านี้ด้วย

ในอดีตมีสารเร่งเนื้อแดงที่ใช้เป็นสารในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ (BAgonist) ได้แก่ เคลนบูเตอรอล (Clenbuterol) และซาลบูตามอล (Salbutamol) สำหรับสารตัวหลังคือซาลบูตามอล ใช้รักษาโรคหอบหืดในคนด้วย มีฤทธิ์ขยายหลอดลมที่หดเกร็ง แต่มีฤทธิ์ข้างเคียง (Side Effect) คือ ทำให้ใจสั่นและนอนไม่หลับ เป็นต้น ปกติสารซาลบูตามอลที่ตกค้างในเนื้อสัตว์มักมีปริมาณไม่มากจนทำให้เกิดอาการข้างเคียงถึงขั้นอันตราย แต่โดยหลักเรื่อง “อาหารปลอดภัย” (Food Safety) ก็ไม่ควรใช้สารดังกล่าวในสัตว์

ปัญหาเรื่องสารเร่งเนื้อแดงกลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อพบการใช้เคลนบูเตอรอลที่สเปน เมื่อปี 2533 ต่อมาฮ่องกงตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อหมูที่ส่งไปจากไทยและตีกลับสินค้านั้น เมื่อเดือน เม.ย. 2544 ทำให้ต้องมีการเอาจริงเอาจังกับการควบคุมและตรวจสอบการใช้สารเร่งเนื้อแดงกันขนานใหญ่ มีการประกาศห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาดตั้งแต่ก่อนหน้านั้น คือ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2542

แต่เพราะเนื้อหมูที่ไขมันน้อย เป็นความต้องการของตลาด การที่จะได้เนื้อที่มีไขมันน้อย มีวิธีการหลักๆ 2 วิธี คือ การพัฒนาสายพันธุ์ และการใช้สารเร่ง ซึ่งวิธีแรกทำได้ยาก ต้องลงทุนสูงและต้องใช้เวลา จึงมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงกันตลอดมา เมื่อกฎหมายห้ามก็มีการลักลอบ ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาสารเร่งเนื้อแดงให้มีความปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยค่ายทางสหรัฐสามารถพัฒนาสารเร่งเนื้อแดงตัวใหม่ คือ แร็คโตปามีน (Ractopamine) ซึ่งได้มีการทดลองใช้และยอมรับในหลายประเทศ แต่ค่ายยุโรปยังไม่ยอมรับ สำหรับประเทศไทย อย.ได้รับขึ้นทะเบียนยาตัวนี้ให้ใช้เป็นยาสำหรับสัตว์ได้ตั้งแต่ปี 2545 แต่ไม่มีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย เพราะกรมปศุสัตว์ยังไม่อนุญาตให้นำไปผสมในอาหารสัตว์ เนื่องจากยาตัวนี้แม้จะเป็นยาที่พัฒนาขึ้นใหม่แต่ก็ยังอยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ เหมือนซาลบูตามอลและเคลนบูเตอรอลนั่นเอง

เท่าที่ทราบ การที่กรมปศุสัตว์ยังห้ามใช้สารตัวนี้ เหตุผลหลักมิใช่เรื่องของ “ความปลอดภัย” แต่เป็นปัญหาทางเทคนิคและปัญหาเรื่องการค้า

ปัญหาทางเทคนิค คือ ปัจจุบันการตรวจการใช้สารเร่งในสัตว์ทำได้ง่าย โดยใช้เครื่องทดสอบราคาถูกตรวจจากน้ำมูตร (ปัสสาวะ) สัตว์ ถ้าพบสารในกลุ่มเบตาะอโกนิสต์ ก็แปลว่ามีการใช้สารต้องห้าม แต่ถ้าอนุญาตให้ใช้ยาตัวใหม่ การตรวจจะยุ่งยากขึ้นมาก เพราะถ้าตรวจพบสารกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ จะต้องมีการตรวจแยกว่า เป็นกลุ่มสารต้องห้ามจริงๆ คือ ซาลบูตามอล และ เคลนบูเตอรอล หรือเป็นตัวแร็คโตปามีน

ปัญหาทางการค้า คือ ถ้าอนุญาตให้ใช้สารตัวนี้เนื้อสัตว์จากต่างประเทศอาจเข้ามาแย่งตลาดในเมืองไทย เพราะคุณภาพเนื้อจะดีกว่าในแง่ปริมาณไขมันน้อยกว่าและราคาอาจจะถูกกว่าด้วย เนื่องจากหากมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจะสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก

ในอดีตประเทศไทยยังยืนกรานห้ามใช้สารในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ผสมในอาหารสัตว์ทุกตัว (รวมทั้งแร็คโตปามีน) ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย โดยให้รอการพิจารณาขององค์กรสากลที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานอาหาร คือ โคเด็กซ์ (Codex) ก่อน ซึ่งโคเด็กซ์ได้พิจารณาเรื่องนี้มาเป็นเวลายาวนานถึง 8 ปีแล้ว และได้พิจารณาจนไปถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ ขั้นตอนที่ 8 (Step 8) มีมติยอมให้มีการกำหนดปริมาณที่ยอมรับได้ (Maxima Residual Limit หรือ MRL) ของแร็คโตปามีนแล้ว ในการประชุมที่กรุงโรม อิตาลี ระหว่างวันที่ 27 ก.ค. 2555 จากมติดังกล่าวประเทศไทยคงยากที่จะปฏิเสธการใช้สารตัวนี้ในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ดี ทราบว่ามติของโคเด็กซ์ครั้งนี้ คะแนนเสียงชนะกันหวุดหวิด 69 ต่อ 67 ประเทศ และต่อมาจีนก็ขอสงวนว่ายังมีการพบสารนี้ตกค้างในปริมาณสูงในปอดหมู แต่ฝ่ายสนับสนุนก็ให้เหตุผลว่า หากมีปัญหาในส่วนของปอดหมู ก็ไม่ควรปฏิเสธทั้งหมด เพราะประชาชนส่วนใหญ่บริโภคเฉพาะเนื้อ มีส่วนหนึ่งเท่านั้นที่บริโภคเนื้อปอดด้วย

โดยสรุปแล้ว ในส่วนของผู้บริโภค ซึ่งคงไม่มีใครเลือกบริโภคเนื้อที่มีมันมากกว่า การใช้สารเร่งเนื้อแดงที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรโลกว่าปลอดภัยย่อมดีกว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ที่อาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงต้องห้าม แต่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้ควบคุมกำกับการใช้สารเร่งเนื้อแดง ก็คงต้องมีการปรับตัว ทั้งการพัฒนาการผลิตเพื่อให้เกษตรกรของเราสามารถแข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัตน์ รวมทั้งการควบคุมดูแลความปลอดภัยทั้งของสัตว์ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69