
คุ้มครองหมู่บ้าน กล่องดวงใจ 3 จัวหวัดใต้
โดย...พล.ต.อ.ปิยะ เจียมไชยศรี
โดย...พล.ต.อ.ปิยะ เจียมไชยศรี
อดีตรอง ผบ.ตร.
หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ “หมู่บ้านและเส้นทางสัญจร” เนื่องจากหมู่บ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ของรัฐดูแลไม่ทั่วถึง บางหมู่บ้านเจ้าหน้าที่เข้าไปเพียงชั่วคราวแล้วก็ออกมา ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านตลอดเวลา จึงเปิดโอกาสให้โจรเข้ายึดหมู่บ้านได้ง่าย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วชาวบ้านที่เป็นชาวไทยมุสลิมไม่มีความคิดจะเข้าร่วมกับโจร หรือมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด แต่เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถคุ้มครองพวกเขาได้ตลอดเวลา จึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโจรด้วยความจำใจ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองหมู่บ้านเพื่อไม่ให้โจรมีอิทธิพลได้อีกต่อไป
สำหรับเส้นทางสัญจรไม่ว่าระหว่างหมู่บ้านหรือระหว่างอำเภอ ซึ่งโจรมักใช้ในการทำร้ายชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่เสมอ จำเป็นต้องมีมาตรการเข้มงวดไม่ให้คนร้ายใช้เส้นทางสัญจรได้อย่างสะดวก โดยการตั้งด่าน จุดสกัด ตรวจค้นเพื่อกวาดล้างอาวุธทุกชนิดและยานพาหนะที่คนร้ายอาจนำมาใช้กระทำความผิด ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์รุนแรงลดน้อยลง
แนวทางในการแก้ไข
1.การรักษาหมู่บ้านต้องอาศัยพลังประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ลงไป แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มเวลา เนื่องจาก ชรบ.เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านกลางวันต้องออกไปทำมาหากิน โจรจึงอาศัยช่วงเวลาเหล่านั้นเข้ามาปฏิบัติการในหมู่บ้านได้โดยสะดวก ดังนั้นจึงต้องจัด ชรบ.ให้สามารถคุ้มครองหมู่บ้านได้ 24 ชม. แต่หากพื้นที่ใดมีความรุนแรงก็ควรใช้กำลังทหารในการดูแลหมู่บ้าน จนกว่าสถานการณ์จะเบาบางจึงจัดชุด ชรบ.ดูแล
2.การรักษาเส้นทางสัญจรต้องแบ่งแยกการใช้กำลัง โดยพื้นที่สีแดง (รุนแรง) ใช้กำลังทหารตั้งจุดตรวจสกัด พื้นที่สีเหลือง (รุนแรงปานกลาง) ใช้กำลังตำรวจ ส่วนพื้นที่สีเขียว (ไม่รุนแรง) ใช้กำลังของฝ่ายปกครอง
นโยบายเร่งด่วน
1.ด้านยุทธวิธี
1.1 ต้องยับยั้งทุกวิถีทางให้เหตุการณ์เบาบางลง โดยอย่าให้เกิดเหตุรายวัน เพราะมีผลต่อขวัญกำลังใจของคนในพื้นที่ ซึ่งเปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอล หากเสียประตูเร็วเกินไป ก็จะทำให้ทีมเสียขวัญ และอาจแพ้ได้ง่าย
1.2 เพื่อให้ได้ผลตามข้อ 1.1 จะต้องเร่งปราบปรามอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุร้ายอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการตัดมือของฝ่ายตรงกันข้าม และขณะเดียวกันก็เร่งกวดขันยานพาหนะต่างๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามมักใช้ในการกระทำผิด เพื่อเป็นการตัดเท้าของฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากการดำเนินตามยุทธวิธีตัดมือตัดเท้านี้ ก็เพื่อไม่ให้คนร้ายมีอาวุธ และยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิด ซึ่งจะมีผลให้เหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ลดลง
1.3 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องผนึกกำลังในการกวดขันมิให้คนร้ายใช้เส้นทางสาธารณะได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะโดยการตั้งด่านตรวจเป็นระยะๆ การส่งกำลังออกไปซุ่มเพื่อดักโจมตีฝ่ายตรงข้ามตามจุดต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความกลัวและไม่กล้าใช้เส้นทางเพื่อก่อเหตุร้ายได้อย่างสะดวก
1.4 จัดส่งกำลังเข้าผลักดันฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ให้ออกไปจากหมู่บ้านพร้อมกดดันให้ขึ้นไปอยู่บนภูเขา จากนั้นใช้กำลังสกัดเส้นทางขึ้นลงภูเขาไว้ หากทำได้เช่นนี้ประมาณ 1 เดือน ฝ่ายตรงข้ามอาจขอเข้ามอบตัวได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามส่วนใหญ่ยังมิได้มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้า คงยังมีความผูกพันกับครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่สามารถแยกตัวออกจากครอบครัวได้ในระยะนานๆ
1.5 จัดกำลังรักษาหมู่บ้านโดยให้ฝ่ายปกครองเป็นหลัก เพราะมีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัคร โดยอาจขอการสนับสนุนกำลังจากตำรวจ และกำลังอื่นตามความเหมาะสม
1.6 เมื่อสภาวการณ์เริ่มดีขึ้น ไม่ควรมีการออกข่าว เพราะจะเป็นการยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามก่อเหตุต่างๆ ขึ้นได้ โดยควรให้ชาวบ้านเริ่มรู้สึกว่าเหตุการณ์เริ่มดีขึ้นด้วยตนเอง
2.ด้านการพัฒนา
2.1 เมื่อได้ดำเนินการตามยุทธวิธีดังกล่าวแล้ว จะต้องเร่งฟื้นฟูและพัฒนาหมู่บ้านต่างๆ โดยการสร้างขวัญ และกำลังใจให้แก่ชาวบ้าน ให้กลับสู่สภาพปกติ ทั้งนี้โดยให้ฝ่ายปกครองเป็นกำลังหลักในการดำเนินการ เพราะมีความชำนาญในการสร้างมวลชนอยู่แล้ว
2.2 เร่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาศัยความได้เปรียบของภูมิประเทศที่กำหนดเป็นเขตชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย โดยกำหนดให้พื้นที่ชายแดนเป็นเขตปลอดภาษี ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคระหว่างกัน เป็นการกระตุ้นให้ชาวบ้านที่พอมีทุนเข้าทำการค้าขาย ส่วนที่ไม่มีทุนก็มารับจ้างเป็นแรงงานในการขนส่งสินค้าข้ามไปมา ก็จะทำให้ชาวบ้านทุกระดับในพื้นที่มีกินมีใช้ ความคิดที่จะร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามก็ย่อมหมดสิ้นไป
นโยบายระยะปานกลางและระยะยาว
1.พัฒนาด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ยากจนได้มีกินมีใช้ จึงเห็นควรกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ดังนี้
1.1 จะต้องผลักดันให้ธุรกิจเอกชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน โรงแรม ร้านค้า หรือสถานบริการ ฯลฯ ได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยการกำหนดให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงสงขลาและสตูล เป็นเขตปลอดภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่ และรายได้จากการท่องเที่ยวจะกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้มีความเจริญได้อย่างรวดเร็ว
1.2 ในการดำเนินการตามข้อ 2.1 ช่วงระยะเริ่มต้น 1 ปี หรือระยะที่สมควร อาจมีการกำหนดให้ยกเว้นการเก็บภาษีกับสถานประกอบการต่างๆ เป็นการชั่วคราว เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้ได้ฟื้นตัว และกลับคืนสู่สภาพปกติ เมื่อมีศักยภาพเพียงพอแล้ว จึงค่อยเก็บภาษีตามกฎหมายต่อไป
2.การพัฒนาด้านสังคม และการฟื้นฟูด้านจิตใจ
2.1 เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้น ได้ก่อความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำนวนมาก ความสูญเสียดังกล่าวยังคงจารึกอยู่ในความทรงจำของครอบครัวที่สูญเสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันลืมเลือนได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องหาทางทดแทนความเสียหายดังกล่าว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทายาทของผู้บริสุทธิ์ ในการดำเนินการเรื่องนี้ ต้องอาศัยภาษีที่ได้มาจากการจัดเก็บจากธุรกิจในพื้นที่ ที่เริ่มดีขึ้นจากการดำเนินการตามข้อ 2.1 โดยจัดสรรส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนให้กับทายาทผู้บริสุทธิ์ ซึ่งวงเงินอาจจะกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับชดเชยในวงเงินรายละ 5 ล้านบาท ส่วนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ อาจกำหนดให้รายละ 2.5 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งเมื่อดูจากยอดผู้สูญเสียแล้ว มีประมาณ 1,000 กว่าราย ถือได้ว่าไม่มากนัก ส่วนผู้ที่สูญเสียทรัพย์สิน ก็จะชดเชยให้ตามความเหมาะสมโดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม เป็นต้น
2.2 สำหรับผู้ที่หลงผิดนั้น เมื่อเห็นบ้านเมืองเจริญขึ้น ชาวบ้านมีกินมีใช้มากขึ้น ก็คงจะอยากกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่ยังติดปัญหาเรื่องคดีที่ตกค้าง ซึ่งถ้าปล่อยให้คนเหล่านี้ถูกแยกไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม บ้านเมืองก็คงจะไม่สงบ ดังนั้น รัฐควรออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อให้คนเหล่านี้กลับเข้ามาใช้ชีวิตตามปกติ และเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป
3.ด้านการปกครองและกฎหมาย
3.1 เพื่อให้ศูนย์อำนาจในการปกครองของภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ใกล้ชิดประชาชนยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปกครองและดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้อย่างทั่วถึง จึงเห็นควรแบ่งพื้นที่การปกครองของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เสียใหม่ เช่น อาจรวม อ.เทพา อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย และ อ.จะนะ จัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่ หรืออาจรวม อ.บันนังสตา อ.ศรีสาคร อ.ธารโต และ อ.เบตง จัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่อีก 1 จังหวัด หรืออาจรวม อ.สายบุรี อ.ไม้แก่น อ.กะพ้อ และ อ.ทุ่งยางแดง เป็นอีก 1 จังหวัด เหล่านี้ เป็นต้น ในการดำเนินการควรให้ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาให้เหมาะสม
3.2 ควรมีกฎหมายบัญญัติโทษผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด ฯลฯ ที่อยู่ในความครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้มีโทษสถานหนักเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เพื่อให้คนร้ายเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้ากระทำผิดอีกต่อไป ทั้งนี้ก่อนมีการบังคับใช้กฎหมาย จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ ให้ผู้ครอบครองสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้นำมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยจะมีกฎหมายนิรโทษกรรมให้ และเมื่อพ้นระยะที่กำหนดแล้วจึงบังคับใช้กฎหมายนี้ต่อไป
4.ด้านนโยบาย เนื่องจากนโยบายในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้านโยบายถูกต้องแล้ว การดำเนินการแก้ไขก็จะไม่ยาก แต่ที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาลแต่ละสมัยไม่ค่อยสอดคล้องและต่อเนื่องกัน และไม่ตรงกับปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้เนื่องจากบุคลากรของรัฐที่รู้เรื่องและเข้าใจปัญหาส่วนใหญ่ได้เกษียณอายุราชการไปเกือบหมด ดังนั้นคนที่รู้ปัญหา และจะมาช่วยคิดช่วยสร้างนโยบายกับรัฐในเรื่องนี้นับวันจะน้อยลงไป ซึ่งแตกต่างกับฝ่ายตรงข้าม เพราะทั้งผู้นำ และผู้ร่วมอุดมการณ์ ยังคงอยู่กับขบวนการ โดยไม่มีการเกษียณอายุ จนกว่าจะตายไป
ดังนั้น เพื่อให้คนที่มีความรู้ ความสามารถในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหน่วยใด หรือนักวิชาการ จะได้อยู่กับฝ่ายรัฐตลอดไป จึงเห็นควรจัดตั้งองค์กรในการเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ ให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี และรับผู้มีความรู้ ความสามารถในด้านนี้ แม้เกษียณอายุราชการไปแล้ว กลับเข้ามาอยู่ในองค์กรในฐานะผู้เชี่ยวชาญ โดยอาจทำเป็นสัญญาจ้าง หรือวิธีอื่นใดที่เหมาะสม เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่ในองค์กรนี้ได้อย่างยาวนาน







