
อาสาปวารณา แกลเลอรีพระธรรมและแหลงเรยนรูพุทธพจนกลางกรุง
เราเป็นชาวพุทธแท้ๆ เราไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไรจริงๆ เป็นชาวพุทธแบบทำตามประเพณี
โดย...สมาน สุดโต
“เราเป็นชาวพุทธแท้ๆ เราไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไรจริงๆ เป็นชาวพุทธแบบทำตามประเพณี หรือพ่อแม่บอกมาว่า เขาทำกันมาอย่างนี้ ก็ทำกันต่อไป เรารู้สึกว่าเราขาดทุน”
การเรียนรู้หลักธรรมคำสอน พุทธวจนะ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำมาปฏิบัติที่มีอยู่ในวัดและสำนักสงฆ์นั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เมื่อญาติโยมตั้งสำนักเรียนและปฏิบัติขึ้นมาบ้าง ต้องเป็นเรื่องไม่ธรรมดา
ความไม่ธรรมดานี้ได้ขยายตัวมากขึ้น ทุกวันนี้จึงเห็น คฤหบดี และเซเลบบางท่านใช้บ้านหรือที่พักของตนเป็นที่ปฏิบัติธรรม
ล่าสุดสถานที่ที่ไฮโซและเซเลบรู้จักดีในฐานะที่เป็นสถานที่รับออกแบบและผลิตเครื่องประดับราคาสูง เจ้าของได้ผันมาเป็นสถานที่เพื่อเรียนรู้ธรรมและพุทธวจนะ เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2555 สถานที่แห่งนี้ คือ อาสาปวารณา เลขที่ 27/1011 ซอยนายเลิศ ถนนวิทยุ ตรงข้ามโรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค เป็นแกลเลอรีธรรม เปิดคอร์ส อานาปานสติและฟังธรรมทุกค่ำวันเสาร์
หลักปรัชญา
ASAPAWARANA ขอเป็นส่วนหนึ่ง ในการเชื่อมโยงความจริงแท้ๆ กลับคืนสู่สังคม เราเชื่อว่าหนทางที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและบอกไว้นั้นจะทนต่อการเพ่งพิสูจน์ และสามารถเปิดเผยคำตอบที่ชัดเจนแจ่มแจ้งแก่ทุกคนได้
ธรรม ไม่ใช่สิ่งน่าเบื่อหรือน่าสนุก ไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย ไม่ใช่ศาสนาหรือปรัชญา ไม่ใช่ความเชยหรือเท่ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรือทายใจ ไม่ใช่วัดหรือบ้าน ไม่ใช่ชุดขาวหรือชุดดำ ไม่ใช่การอ้อนวอนหรือเคารพ ไม่ใช่ความเลวหรือความดี ไม่ใช่ความเชื่อหรือลบหลู่ ธรรมคือความจริง
Connecting to the Real Truth
ก่อนที่จะไปพูดคุยกับเจ้าของโครงการ ลองอ่านข้อความที่ปรากฏใน www.asapawarana.com จะทำให้รู้ที่มาที่ไปของโครงการได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น จากคนหลากหลายอาชีพที่พยายามค้นหาแก่นสาร และคุณค่าสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นที่มาของอาสาปวารณาและปวารณาแกลเลอรี เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการเชื่อมโยงคำสอนจากพระโอษฐ์ สู่วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ผ่านทางกิจกรรมและสินค้าต่างๆ รวมทั้งการศึกษา และปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้
เมื่อเข้าไปที่ซอยนายเลิศ ที่ตั้งอาสาปวารณาพบว่าที่ด้านหน้าได้อัญเชิญพระพุทธพจน์ ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ มาตั้งไว้หน้าบ้าน จึงเป็นที่สะดุดตา สะกิดใจแก่ทุกคนให้อยากรู้ ว่า Do Not Be The Last Man หมายถึงอะไร (เป็นพุทธวจนะที่มีในพระสูตร ม.ม. 13/427/463 (ไตรปิฎกเล่ม 13 หน้า 427 ข้อที่ 463) ว่า อานนท์ ความขาดสูญแห่งกัลยาณวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย เราขอกล่าวย้ำกะเธอว่า เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย
จากการประสานงานของ ฉัตรฤดี เทพรัตน์ ผู้เขียนจึงได้พบ : จันทสิริ เจริญพิทักษ์ เจ้าของกิจการแกลเลอรีชื่อดัง ที่เปิดเผยให้ทราบถึงที่มาของอาสาปวารณาว่า เริ่มจากที่ได้เข้าวัดฟังธรรมจากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่วัดนาป่าพง นครนายก เห็นว่าถ้าเราเป็นชาวพุทธแท้ๆ แต่เราไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัส (สอน) อะไรจริงๆ เป็นชาวพุทธแบบทำตามประเพณี หรือพ่อแม่บอกมาว่า เขาทำกันมาอย่างนี้ ก็ทำกันต่อไป เรารู้สึกว่าเราขาดทุน
ระยะแรกพระอาจารย์แนะนำให้เริ่มต้นจากผลงานของท่านพุทธทาสภิกขุ ชุด จากพระโอษฐ์ ซึ่งมี 5 เล่ม (1 พุทธประวัติ 2 อริยสัจ ภาคต้น 3 อริยสัจภาคปลาย 4 ปฏิจจสมุปบาท และ 5 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์) ที่ท่านพุทธทาสทำไว้อย่างมีค่าสูงสุดต่อวงการพุทธเมืองไทย แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ส่วนใหญ่พูดถึงสิ่งที่ท่านประพันธ์ไว้
เมื่อได้ศึกษา ความตื่นก็เกิดขึ้น สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้สุดยอดแล้ว ไม่มีศาสตร์ใดในโลกนี้ที่เหมือนแล้ว สอดคล้องกัน พิสูจน์ได้เมื่อเราศึกษาไปเรื่อยๆ
นอกจากนั้นพระสงฆ์วัดนาป่าพงค้นคว้าพระไตร ปิฎกฉบับบาลีสยามรัฐ 4-5 เล่มว่ามีอะไรบ้างที่พระพุทธเจ้าตรัส มีความสำคัญที่ชาวพุทธต้องรู้ก่อนอื่นเลย เมื่อค้นคว้ามาก็ได้ 10 พระสูตร อาสาปวารณาจึงนำพระสูตรทั้ง 10 มาจัดนิทรรศการ
อาสาปวารณา
คุณจันทสิริ ว่าอาสาปวารณาตั้งขึ้น เพราะพบข้อความในพระสูตรตอนหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเราเลย คำนี้โดนใจคนรุ่นใหม่รวมทั้งคนรุ่นเก่า เมื่อเราเป็นชาวพุทธแท้ๆ ไม่มีใครมาบอกเราเลยว่า ถ้าไม่ฟังคำของพระพุทธเจ้าจริงๆ เราจะเป็นบุรุษคนสุดท้าย
เมื่อได้คอนเซปต์ ก็จัดนิทรรศการ แต่ต้องทำให้แตกต่างจากนิทรรศการ ที่เคยเห็นตามวัดทั่วไป โดยจะทำให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ยึดรูปแบบ เช่น การแต่งชุดขาวฟังธรรม ทุกอย่างควรเป็นปัญญา มี ความเข้าใจ (ในพระธรรมคำสอน)
ส่วนที่จัดนิทรรศการ ต้องใช้ต้นทุนน้อยที่สุด โดยยึดคำของพระพุทธเจ้าว่า ได้ประโยชน์สูง ประหยัดสุด และมาลงเอยสถานที่นี่
ที่เคยเป็นที่ขายจิวเวลรี แบบไม่เหมือนคนอื่นคือ ลูกค้าต้องมาสั่งทำถึงที่บ้าน เราออกแบบให้ลูกค้า และแบบจิวเวลรีทั้งหมดนั้นยังเก็บไว้ที่ชั้น 2 ของอาคารนี้ เป็นแกลเลอรีของงานทางโลก เราจึงปรับสิ่งที่เราได้รับความสำเร็จทางโลก ให้เป็นแกลเลอรีทางธรรม และความคิดก็เลยงอกงามขึ้นเรื่อย ในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ได้คุยกับคนรุ่นใหม่ ตนในฐานะเจ้าของบ้านใช้ไอเดียอย่างนี้ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด จึงสำเร็จ อันนี้เป็นที่มาของแกลเลอรีธรรมแห่งนี้
ปัจจุบัน ทุกค่ำวันเสาร์ สถานที่เคยเป็นแกลเลอรีเครื่องประดับทางโลก บัดนี้ได้กลายเป็นแกลเลอรีทางธรรม มีนิทรรศการพระสูตร 10 พระสูตร มีนิทรรศการลำดับกาลเวลาแห่งการสังคายนา เริ่มจากครั้งแรกในประเทศอินเดีย ตามมาที่ศรีลังกา พม่า และประเทศไทย ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรก (พ.ศ. 24312436)
เมื่อชมนิทรรศการ เอิบอิ่มด้วยสายตาและปัญญา ที่ชั้นล่าง เจริญอานาปานสติ และฟังธรรมที่ชั้น 2 เสร็จแล้วหาซื้อผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นสื่อในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ติดไม้ติดมือกลับบ้าน
มาอาสาปวารณา แกลเลอรีธรรม ได้พุทธพจน์ จิตใจสงบ และ Do Not Be The Last Man







