
อนิจจาข้าราชการไทย
กลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปทั่ว เมื่อ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เมื่อรูปภาพประดับฝาผนังในห้องทำงานของ ผบช.น. เป็นรูปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีคดีอาญาอยู่ในต่างประเทศ กำลังประดับยศให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ และมีป้ายเขียนคำว่า มีวันนี้เพราะพี่ให้ ติดอยู่ด้วย
กลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปทั่ว เมื่อ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เมื่อรูปภาพประดับฝาผนังในห้องทำงานของ ผบช.น. เป็นรูปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีคดีอาญาอยู่ในต่างประเทศ กำลังประดับยศให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ และมีป้ายเขียนคำว่า มีวันนี้เพราะพี่ให้ ติดอยู่ด้วย
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ยอมรับว่าเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศจริง แต่เพราะเป็นความนับถือและเคารพรักส่วนตัว ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า เมื่อพบผู้ต้องหาหนีคุกแล้วทำไมเจ้าหน้าที่จึงไม่จับ แถมยังไปกราบไหว้ผู้ต้องหาอีกด้วย
อาจจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของประชาชน ที่ว่าเมื่อพบผู้ต้องหาที่หนีคดีที่ไหน ก็สามารถเรียกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ทันที แต่นั่นเป็นคดีที่เกิดขึ้นในประเทศ แต่หากผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศและอยู่ในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน แม้พบตัวก็จับไม่ได้ จะต้องมีพิธีการมากมาย อาทิ แจ้งไปที่สถานทูต จะต้องแจ้งสถานที่พักอาศัยที่ชัดเจน ประสานงานมายังกระทรวงการต่างประเทศ อีกมากมายหลายขั้นตอน
ฉะนั้น การที่ ผบช.น.ไม่จับตัวดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เหมาะสมและสมควรหรือไม่ที่เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการของรัฐจะกระทำสิ่งดังกล่าว เป็นเรื่องที่คิดอย่างไรก็ไม่สมควร แถมข้าราชการตำรวจกลุ่มหนึ่งก็ใช้เวลาราชการมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เป็นการสนับสนุนให้กระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อไป
กรณีของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้าราชการไทยอีกมากมาย ที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนที่จะเลือกข้างทางการเมือง ทั้งที่ข้าราชการนั้นถือเป็นข้าแผ่นดิน มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ไม่ใช่มีหน้าที่บริการนักการเมือง หรือผู้ที่ให้ประโยชน์แก่ตัว
ต้องยอมรับความจริงว่า การเมืองได้ทำลายระบบข้าราชการไทยให้เสียหายจนหมด กลายเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าจะเป็นการได้โยกย้ายตามความรู้และความสามารถของข้าราชการอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ยิ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอำนาจอย่างข้าราชการตำรวจและทหาร ยิ่งมีกระบวนการแทรกแซงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข้าราชการและการเมือง หรือผู้มีอำนาจนอกระบบ
แม้จะมีความพยายามปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้เกิดระบบงานที่มีประสิทธิภาพและปลอดจากอำนาจภายนอกมาแทรกแซง ให้ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่รับใช้การเมืองหรือผู้มีอำนาจกลุ่มใด แต่การปฏิรูปก็ยังล้มเหลว
เมื่อการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ก็ทำให้ผู้แสวงหาประโยชน์วิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจ และสุดท้ายก็จบลงด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน
กลไกการบริหารราชการของไทยจึงวนเวียนอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่ม ที่ต่างจ้องแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ข้าราชการหลายคนแสดงอาการเลือกข้างอย่างเปิดเผย ไม่เป็นอีแอบอีกต่อไป ซึ่งน่าอนาถใจที่ข้าราชการเลือกข้างขั้วการเมืองที่มีอำนาจ มากกว่าที่จะเลือกยืนเคียงข้างประชาชน มีจิตใจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม







