posttoday
คนมีของ

คนมีของ

08 กันยายน 2555

“คนมีของ” เป็นศัพท์เฉพาะกลุ่มที่ผู้เขียนเผอิญได้ยินมาจากลูกศิษย์ในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยของสถาบันพระปกเกล้า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“คนมีของ” เป็นศัพท์เฉพาะกลุ่มที่ผู้เขียนเผอิญได้ยินมาจากลูกศิษย์ในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยของสถาบันพระปกเกล้า ที่มีชื่อย่อหลักสูตรว่า ปนป. ซึ่งจัดการอบรมมาแล้ว 2 รุ่น มีความหมายว่า “คนที่มีทุกสิ่งทุกอย่างเหนือกว่าคนทั่วไป”

แต่เดิมหลักสูตรนี้ชื่อว่า “ผู้นำการเมืองยุคใหม่” มีชื่อย่อว่า นมป. จัดอบรมมาตั้งแต่ปี 2547 โดยจัดโควตาเป็นกลุ่มๆ แต่จะเน้นหนักไปที่กลุ่มนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ที่ให้โควตาไว้ถึงครึ่งหนึ่งในจำนวนนักศึกษาในแต่ละรุ่น นอกนั้นก็จะเป็นภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และภาคประชาสังคม เป็นสัดส่วนลดหลั่นกันไป จำนวนรุ่นละ 100 คน แต่ก็มียืดหยุ่นสำรองเพิ่มเข้ามาอีก 20 คน สำหรับโควตาพิเศษอื่นๆ ทำให้ในแต่ละรุ่นจะมีนักศึกษาถึง 120 คน ซึ่งก็เป็นเพราะระบบ “คนมีของ” ดังกล่าว

ต่อมาคณะกรรมการหลักสูตร ซึ่งมี ศ.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นประธาน มีความเห็นร่วมกันว่าผู้นำยุคใหม่น่าจะเน้นไปที่คนรุ่นใหม่ และไม่ควรที่จะเน้นเฉพาะนักการเมืองมากนัก ควรจะให้มีความหลากหลาย โดยดูจาก “ศักยภาพ” ที่คนเหล่านี้จะกระทำให้แก่สังคม จึงคัดสรรเฉพาะบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ “ระดับชั้นนำ” ของแต่ละวงการ เช่น ผู้นำองค์การนิสิตนักศึกษา ผู้นำหนุ่มสาวในภาคประชาสังคม กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ ข้าราชการในระดับปฏิบัติการสูง และนักการเมืองสมัยแรก โดยจำกัดอายุไว้ระหว่าง 20-40 ปี แล้วตัดคำว่า “การเมือง” ออกจากชื่อหลักสูตร พร้อมเพิ่มคำว่า “ในระบอบประชาธิปไตย” ต่อท้ายเข้าไป

แต่เดิมที่เป็นหลักสูตร นมป. จะเน้นเนื้อหาที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ออกแนวกว้างๆ แต่พอปรับหลักสูตรมาเป็น ปนป. ก็สโคปเนื้อหาให้แคบเข้าและลึกยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้น “หัวใจของความเป็นผู้นำ” คือ “จิตอาสา” มีวิชาการแต่น้อยแล้วไปเน้นกิจกรรมเพื่อสังคมให้มาก เริ่มต้นหลังการปฐมนิเทศก็ให้ไปเข้าค่ายลูกเสือ 5 วัน 4 คืน เพื่อช่วยให้นักศึกษาเกิด “สปิริต” ของความเป็นหมู่คณะช่วยสร้างพลังร่วมที่จะไปบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ แก่สังคม ส่วนโครงงานหลักคือให้นักศึกษาทำโครงการในแนวจิตอาสา สร้างการมีส่วนร่วมของผู้คนและชุมชน และให้ยังประโยชน์ในระยะยาว โดยมีระยะการศึกษาอบรมกว่า 6 เดือน

ปนป.1 สำเร็จการศึกษาไปเมื่อเดือน ก.ย.ปีกลายจากการประเมินของคณะกรรมการหลักสูตร พบว่าโครงงานต่างๆ ของแต่ละกลุ่มมีคุณภาพค่อนข้างดี คือสามารถสร้างการมีส่วนร่วมและยังประโยชน์ที่ยั่งยืนได้พอควร แต่ที่เป็นปัญหาและเป็นปัญหาที่หนักมากก็คือ “ความคลั่งพวก” และ “วัฒนธรรมอวดของ” ที่ท่านเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คือ ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็คงจะทราบดี (เพราะเกิดขึ้นทุกหลักสูตร) จึงได้กำชับไว้ตั้งแต่วันแรกในการปฐมนิเทศ ว่า “เราต้องรวมกันเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมทั่วไป ไม่ใช่รวมกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับรุ่นเดียวกัน... เครือข่ายของท่าน เครือข่ายประเทศไทย ไม่ใช่เครือข่าย ปนป.”

คนมีของ

 

พอดำเนินการมาเป็นรุ่นที่ 2 ในปีนี้ ปัญหาดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงทั้งที่ได้ปรับมาตรการบางอย่างในการอยู่ร่วมกันให้เข้มงวดขึ้น เช่น การจัดทำธรรมนูญของรุ่น เพื่อให้เกิดการควบคุมและดูแลพฤติกรรมของตนเองและของกลุ่ม หรือการแจ้งเจ้าตัวเป็นรายบุคคลฝากไปถึงหน่วยงานและบุคคลที่เสนอชื่อ (แปลเป็นไทยง่ายๆ อีกอย่างได้ว่า “เด็กฝาก”) ให้ช่วยดูแลและกำกับควบคุม อย่างไรก็ตาม ก็ยังหวังอะไรได้ไม่มาก เพราะรากเหง้าของปัญหามันยังฝังแน่นแข็งแรงอยู่

ผู้เขียนในฐานะกรรมการหลักสูตรคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะใกล้ชิดกับนักศึกษาเพราะไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษาอยู่เสมอ จึงได้ทราบจากนักศึกษาจำนวนหนึ่งว่าปัญหานี้เกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า “คนมีของ” ซึ่งนักศึกษากลุ่มดังกล่าวให้รายละเอียดว่าหมายถึงคนที่มีบางสิ่งบางอย่าง (ที่จริงทุกอย่าง) เหนือกว่าคนทั่วไป

ตั้งแต่ฐานะหน้าตา (ส่วนใหญ่จะร่ำรวยหรือเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโตและเป็นคนที่มีชื่อเสียงอยู่พอควร) อาชีพการงาน (มีตำแหน่งงานที่โดดเด่น หรือมีโอกาสที่จะเป็นคนใหญ่คนโตต่อไป) จนกระทั่งความมั่นใจในตนเองและความทะเยอทะยานที่เป็นพลังที่มีมากเป็นพิเศษของคนในวัยและฐานะเช่นนี้ จึงสร้างภาวะของการแข่งขันและประกวดประชันกันสูง ทั้งในด้าน “เฟอร์นิเจอร์ทางสังคม” เช่น เสื้อผ้า แอกเซสซอรี (ของใช้แบรนด์เนม) และรถยนต์ เป็นต้น และ “บุคลิกภาพส่วนตัว” ที่ต้องทำให้ดูโก้เก๋ มีสง่าราศีในแนวที่ออกจะ “กร่างๆ” หรือ “โอเวอร์” ไปบ้าง

ขณะนี้ ปนป. 2 กำลังจะสำเร็จการศึกษาในกลางเดือนนี้ ที่จะต้องไปปัจฉิมนิเทศ 3 วัน 2 คืน ในกระบวนการที่เรียกว่า Sensitivity Training เพื่อสร้าง “ความสะท้อนสำนึก” หรือ Sensitivity นี้ให้เกิดขึ้นในหมู่นักศึกษา โดยหวังว่าเมื่อเขาสำเร็จการศึกษาไปแล้วคงจะมีจิตสำนึกที่ดีและรับผิดชอบช่วยเหลือ เพื่อ “ชี้นำ” ในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม เป็น “ของดี” ของสังคมต่อไป

หากจะมองไปรอบๆ ตัวในปรากฏการณ์ “คนมีของ” มักจะปรากฏให้เห็นในแนวที่ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก เป็นต้นว่า “เด็กสาว 9 ศพบนโทลล์เวย์” ที่สุดศาลก็ตัดสินแค่รอลงอาญา หรือ “ดาราหน้าเศร้าอ้อนสรรพากร” ที่กรมสรรพากรก็ใจดีให้ไปแก้ไขให้ถูกต้อง ล่าสุดก็คือ “ทายาทเครื่องดื่มแสนล้านลองกำลังรถสปอร์ต” ที่ดูจะมีผู้รักษากฎหมายไปประคบประหงมอยู่ด้วย ซึ่งในที่สุดก็มีหลายคนฟันธงไว้ล่วงหน้าว่า ศาลคงตัดสินให้ “รอลงอาญา” อีกเช่นกัน

เรื่องเหล่านี้เป็นที่สนใจและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดรุนแรงในสื่อต่างๆ เป็นอย่างมาก ที่รุนแรงมากๆ ก็คือในโซเชียลมีเดียหรือสื่ออินเทอร์เน็ตที่มีการตำหนิกันอย่างไม่ไว้หน้า ไม่เว้นแต่สื่อต่างประเทศที่มองว่าสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างยิ่ง บางสื่อถึงกับสรุปว่าไม่เพียงแค่คุณจะมีเงินมาก แต่ต้องมีพวกมากเพื่อเป็นกำลังในการช่วยเหลือคุณ และพวกที่มีกำลังที่สุดก็คือนักการเมือง รองลงมาก็คือผู้รักษากฎหมาย คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

น่าเสียใจเหลือเกินที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปร่วมกับคนมีของเหล่านี้ก่อกรรมทำเข็ญกับคนไทยด้วยกัน พวกเราคงเคยชินกับการที่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ “กวดขัน” กับคนขับขี่มอเตอร์ไซค์และรถแท็กซี่ ในขณะที่คนขับรถแพงๆ มียี่ห้อหรูๆ กลับทำเหมือนว่าเป็นญาติที่ควรให้อภัย คงเห็นบรรดารถตู้ปาดซ้ายปาดขวาตามที่คับขันต่างๆ หรือจอดกีดขวางตามถนนหนทางทั่วทุกแห่ง แต่ตำรวจก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะคนพวกนี้ก็มีผู้มีอิทธิพลคอยดูแล ผู้เขียนเคยได้ยินแต่ว่า (ในอดีต) ตำรวจหากินกับการเฝ้ายามให้ร้านเพชรร้านทอง หรือหากินกับตู้แดงของสายตรวจ แต่มาวันนี้เราได้รู้ว่าตำรวจบางคนกำลังหากินแข่งกับยามบริษัทที่รับจ้างดูแลทุกข์สุขให้กับคนรวยๆ นั้นด้วย

ที่อนาถใจมากกว่านั้นก็คือหัวหน้าตำรวจในระดับนครบาลที่ทำท่าออกสื่อว่าเป็น “ฅ. คน ขึงขัง” แต่เอาเข้าจริงก็ยอมสยบต่อผู้มีอำนาจที่เป็นทั้งอาชญากรหนีอาญาแผ่นดิน ยอมโน้มหัวให้อาชญากรผู้นั้นจับต้องเครื่องยศที่พระราชทานมาจากพระมหากษัตริย์อันสูงส่ง เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างซึ่งหน้า คาหนังคาเขา และรับรู้มองเห็นไปในทางสาธารณะทั่วโลก ท้ายที่สุดก็หวังว่าเรื่องนี้จะไม่เป็น “ฆ.ระฆังข้างฝา” ที่ตีดังเปรี้ยงปร้างแล้วค่อยๆ จางหายไป

จำได้ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังสอบสวนเรื่องที่มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจบินไปพบกับ “คนของใหญ่” ที่ฮ่องกง ก็น่าจะสอบสวนเอาเรื่องนี้ไปดำเนินการด้วย รวมถึงกรณีที่มีข้าราชการใหญ่ๆ หลายคนบินไปให้บุคคลผู้นี้ดูตัว ซึ่งน่าจะมีหลักฐานถึงการไปพบปะ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบิน (ที่บางคนใช้เวลาราชการ) ที่พัก หรือข้าราชการในสถานกงสุลที่ไปบริการ

ปล่อยไว้ให้สังคมไทย “ของขึ้น” ระวังจะพังไปทั้งประเทศ

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ