
ตรรกะของเหตุการณ์ เดือนเมษา-พฤษภา53
ปกติเวลาคนเราตัดสินใจทำอะไร ย่อมมีเหตุผลในการตัดสินใจ และเหตุผลในการตัดสินใจก็มักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเขา
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
ปกติเวลาคนเราตัดสินใจทำอะไร ย่อมมีเหตุผลในการตัดสินใจ และเหตุผลในการตัดสินใจก็มักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเขา หรือเรียกรวมๆ ว่า “เป็นผลดีต่อตัวเรา” แต่อะไรที่จะเป็นประโยชน์หรือเป็นผลดีต่อคนคน หนึ่งก็คงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น “ความรู้ความเข้าใจ” “ข้อมูลข่าวสาร” “ความรอบคอบ” “สถานการณ์” “วัฒนธรรม” “ค่านิยม” ฯลฯ แต่รวมๆ แล้ว เชื่อว่า คนเราย่อมตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผล ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนี้เป็นฐานคิดสำคัญของสำนัก “ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล” โดยรากฐานแล้ว ฐานคิดดังกล่าวนี้เริ่มต้นที่ Thomas Hobbes นักคิดทางการเมืองในศตวรรษที่ 17 ด้วยเขาเชื่อว่า โดยธรรมชาติ มนุษย์คิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์สูงสุดของตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ถ้าสืบค้นอย่างจริงจัง จะพบว่าฐานคิดแบบนี้พบได้ในงานของนักปรัชญาการเมืองกรีกโบราณอย่าง Aristotle เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว ด้วยเขาตั้งสมมติฐานว่า การกระทำทุกอย่างของมนุษย์เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ โดยมีเป้าหมายที่แต่ละคนคิดว่าการกระทำนั้นจะนำไปสู่สิ่งที่ดี แต่ Aristotle แตกต่างจาก Hobbes ตรงที่เขาวางเงื่อนไขว่า สิ่งที่คนเราคิดว่าดี อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ ก็ได้ เพียงแต่คนๆ นั้นคิดและเข้าใจว่ามันดีสำหรับเขา ส่วน Hobbes มิได้กล่าวถึงเงื่อนไขนี้ เพราะเขายืนยันว่า สิ่งที่ดีหมายถึงสิ่งที่เราชอบ และสิ่งที่เราชอบนั้นก็ถูกกำหนดโดยกิเลสตัณหาของเรา
จากทฤษฎีดังกล่าว พบว่า กรณีเด็กแว้นที่ชอบขับรถจักรยานยนต์ผาดโผนเสี่ยงตาย อาจจะไม่เข้าข่าย “การเลือกอย่างมีเหตุผล” แต่ถ้าลองจินตนาการเข้าไปในความคิดของเด็กเหล่านี้ หรือถ้าถามพวกเขา เราอาจจะได้คำตอบว่า “มันน่าตื่นเต้น สนุก ท้าทาย สะใจ ได้รางวัล พิสูจน์ความกล้าหาญ พิสูจน์ความสามารถ และที่สำคัญคือไม่มีใครคิดว่า ตัวเองจะเป็นคนที่เคราะห์ร้าย” ถ้าคิดตามวิธีคิดของ Hobbes ก็ถือว่า คำตอบดังกล่าวสะท้อนถึงสิ่งที่คนเหล่านี้ชอบ และสิ่งใดที่คนเราชอบ เราก็มักจะเรียกมันว่า “ดี” หรือ “เป็นประโยชน์” ดังนั้นการตัดสินใจเลือกซิ่งรถเสี่ยงตายจึงถือว่าเป็นการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผลเช่นกัน
จะว่าไปแล้ว เด็กแว้นกับนักแข่งรถอาชีพก็ดูจะไม่ต่างกันมากนัก เพราะการแข่งรถแข่งก็เสี่ยงตายอยู่เสมอ ที่จริงคนที่สูบบุหรี่ดื่มเหล้าก็เข้าข่ายอะไรแบบนี้เช่นกัน แต่ต่างกันตรงระดับความเสี่ยงตายและระยะเวลาที่เห็นผล
สำหรับ Aristotle ฐานคิดของเขาก็ยังถูกต้องอยู่ ด้วยเด็กแว้นตัดสินใจเลือกทำเช่นนั้นเพราะพวกเขา “คิดและเข้าใจไปเองว่า ความตื่นเต้น ความสนุก...” เป็น “สิ่งที่ดี” แต่มันอาจจะไม่ที่ดีจริงๆ สำหรับพวกเขา
ถ้าลองเอาทฤษฎีปรับใช้กับเหตุการณ์เดือนเมษาพฤษภา 2553 สิ่งเป็นไปได้คือ เป้าหมายของการชุมนุมต้องการให้รัฐบาลยุบสภา การยุบสภาเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์สำหรับผู้ชุมนุม ลำพังการชุมนุมที่ไม่สร้างความกดดันให้รัฐบาล ย่อมไม่บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นการชุมนุมต้องสร้างความกดดันที่มากพอที่ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจเลือกยุบสภา เพราะอยู่ไปก็ทำงานไม่ได้ ทั้งไม่สามารถทำให้ผู้คนใช้ชีวิตตามปกติได้ ผู้คนที่เดือดร้อนก็อาจจะพุ่งเป้ามาตั้งคำถามกับรัฐบาลมากกว่าผู้ชุมนุม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการให้ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะของแต่ละฝ่าย หากผู้คนเชื่อรัฐบาล ก็จะพุ่งเป้าไปที่ผู้ชุมนุมในฐานะที่เป็นต้นเหตุความเดือดร้อนของพวกเขา หรือกลับกันหากเชื่อผู้ชุมนุมมากกว่า
สำหรับรัฐบาล แน่นอนว่า ไม่ต้องการยุบสภา สิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจเลือกทำได้ก็คือ ปล่อยให้ชุมนุมจนอ่อนแรงไปเอง หรือพยายามจำกัดไม่ให้การชุมนุมขยายตัวสร้างความเดือดร้อนให้กับสาธารณะ แน่นอนว่าการจำกัดต้องไม่ใช้ความรุนแรง เพราะหากเกิดการใช้ความรุนแรง มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ความชอบธรรมจะเหวี่ยงไปสู่ฝ่ายที่ถูกกระทำทันที ขณะเดียวกันฝ่ายผู้ชุมนุมจะต้องหาทางระดมผู้คนมาให้มากและขยายการชุมนุมให้มากที่สุด และถ้าเป็นไปได้จะต้องทำให้เกิดความชะงักงันในกิจกรรมปกติของผู้คนทั่วไป เพื่อกดดันรัฐบาล ขณะเดียวกันเป็นไปได้ว่า หากรัฐบาลไม่สามารถจะทนต่อสถานการณ์การกดดันต่อไปได้ หรือฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถชุมนุมยืดเยื้อต่อไปได้ ทั้งสองฝ่ายอาจตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่เร่งสถานการณ์ ฝ่ายรัฐบาลอาจสร้างสถานการณ์ให้เกิดความชอบธรรมในการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เช่นเดียวกันกับฝ่ายผู้ชุมนุมก็จะสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาล รัฐบาลจะอ้างมือที่สาม ส่วนฝ่ายผู้ชุมนุมก็จะอ้างว่าเป็นฝีมือของฝ่ายรัฐบาล ทั้งๆ ที่เป็นฝีมือของมือที่สาม (จริงๆ แล้วก็เป็นฝีมือของฝ่ายตน)
ดังนั้น ถ้าคิดตามทฤษฎีดังกล่าว ในช่วงที่แกนนำเสื้อแดงมอบตัว ทำไมจึงเกิดการเผาการใช้ความรุนแรง การเผาและการใช้ความรุนแรงเป็น “ผลดี” กับฝ่ายไหน? (ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นคนทำ แต่ที่แน่ๆ คือ มีคนตัดสินใจทำแน่นอน) โดยเฉพาะการสังหารประชาชนในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร! หรือเป็นไปได้ไหมว่า มีการปฏิบัติการณ์ที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่? หรือถ้าไม่เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดเลย ก็ต้องถามต่อว่า นอกเหนือจากสองฝ่ายนี้ มีฝ่ายอื่นอีกหรือไม่ที่จะได้ประโยชน์? และเมื่อมาถึงทุกวันนี้ ใครที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเผาและการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ดังกล่าว







