posttoday
รายได้ทรุดฉุดเศรษฐกิจหมดแรง

รายได้ทรุดฉุดเศรษฐกิจหมดแรง

07 กันยายน 2555

ปัญหาการเก็บรายได้ของรัฐบาลเริ่มเป็นวิกฤตที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น จนสุดท้ายหนีไม่พ้นกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ปัญหาการเก็บรายได้ของรัฐบาลเริ่มเป็นวิกฤตที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น จนสุดท้ายหนีไม่พ้นกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด

ล่าสุด กรมสรรพากรออกมายอมรับว่าการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2555 ที่ตั้งเป้าไว้ 1.6 ล้านล้านบาท จะต่ำกว่าเป้า 1.5 หมื่นล้านบาท จากที่ต้นปีประเมินว่าจะเก็บภาษีได้เกินเป้า 10% หรือ 1.6 แสนล้านบาท

การออกมายอมรับทันควันของกรมสรรพากร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสการพูดไม่จริงสีเทาของรัฐบาลที่ปั่นตัวเลขส่งออกโตเกินจริง ทำให้รัฐบาลถูกเล่นงานจนน่วม หาทางแก้ไม่ตกจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น เมื่อภาษีที่เคยตั้งเป้าไว้อยู่บนยอดดอย แต่พอเก็บเข้าจริงหล่นไปอยู่ก้นเหว จึงต้องรีบออกมาแจงข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันปัญหาหมกเม็ด จนกลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหาตัวเลขของกรมสรรพากรไม่มีความน่าเชื่อถือ

สาเหตุสำคัญที่พ่นพิษให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ มาจากนโยบายของรัฐบาลเสียเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่การลดการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ซึ่งจะทำให้ภาษีหายไปถึง 5.5 หมื่นล้านบาท

แต่เดิมกรมสรรพากรประเมินว่า การลดภาษีนิติบุคคลจะทำให้กรมสรรพากรเสียภาษีในปีแรก 4.5 หมื่นล้านบาท แต่พอเอาเข้าจริงภาษีที่หายไปมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบน้ำท่วมที่ทำให้ผู้ประกอบการเล็กใหญ่เข่าอ่อนไปตามๆ กัน รายได้หายกำไรหด ทำให้เสียภาษีน้อยลง

รายได้ทรุดฉุดเศรษฐกิจหมดแรง

สัญญาการเก็บภาษีนิติบุคคลยังมีผลต่อไปถึงปีหน้าที่อัตราภาษีจะลดลงเหลือ 20% โดยกรมสรรพากรประเมินว่า จะสูญภาษีอีก 1 แสนล้านบาท แต่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตยุโรป การส่งออกของไทยทรุดจากที่เคยประเมินว่าจะขยายตัว 15% ลดลงเหลือ 56% ทำให้รายได้หายไปกว่า 1 แสนล้านบาท ผู้ประกอบการส่งออกขาดทุน ไม่มีเงินมาเสียภาษี ย่อมส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรปีหน้าสาหัสกว่าปีนี้

นอกจากนี้ การเก็บภาษีของกรมสรรพากรยังถูกผลกระทบมาตรการภาษีของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้เอาค่าก่อสร้างมาหักภาษีได้เต็มอัตราตามเนื้อภาษี กรณีที่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในธุรกิจพลังงานสีเขียว (กรีน เอนเนอร์จี) ซึ่งในส่วนนี้ก็จะทำให้รายได้ของกรมสรรพากรสูญหายไปไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การสำรองหนี้สูญใหม่ โดยให้สำรองมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้จะส่งผลทำให้รายได้ของกรมหายไปราว 1.5 หมื่นล้านบาท

ยังไม่รวมกับนโยบายลด แลก แจก แถมภาษีของรัฐบาล ทั้งลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก การบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา รวมกันทำให้ภาษีของกรมสรรพากรหายไปอีกเป็นหมื่นล้านบาท รุมซ้ำการเก็บภาษีภาพรวมของกรมสรรพากรฉุดไม่ขึ้นจนหลุดต่ำกว่าเป้า

เมื่อดูสัดส่วนการเก็บรายได้ของกรมสรรพากรสูงถึง 80% ของรายได้ทั้งหมดที่เก็บได้ในแต่ละปี การที่เสาหลักการเก็บรายได้มีปัญหา รายได้ภาพรวมของประเทศก็เอาไม่อยู่ไปด้วย

ในส่วนของกรมสรรพสามิตก็ออกมาเปิดเผยว่า การเก็บภาษีของกรมปีงบประมาณ 2555 จะต่ำกว่าเป้า 2.2 หมื่นล้านบาท จากพิษการลดภาษีน้ำมันดีเซลที่ทำให้รายได้ส่วนนี้ทั้งปีหายไปถึง 1 แสนล้านบาท ที่ตีตื้นขึ้นมาได้ส่วนหนึ่ง เพราะรัฐบาลยอมไฟเขียวขึ้นภาษีบาปสุรา บุหรี่ ทำให้การเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าลดลงในช่วงปิดหีบปลายปี

สำหรับกรมศุลกากรที่ทำผลงานได้ดี เก็บภาษีได้เกินเป้า 1 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่พอที่จะอุดรายได้ของรัฐบาลปี 2555 ให้อยู่ในเป้าที่ตั้งไว้ 1.98 ล้านล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบกับฐานะการคลังและเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่รายได้ของประเทศเก็บไม่ได้ตามเป้า ตามหลักการก็จะทำให้เงินไม่พอใช้จ่าย ทำให้รัฐบาลต้องไปกู้เงินเพิ่ม ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกรอบความยั่งยืนการคลัง 60% ของจีดีพี เพราะขณะนี้สัดส่วนอยู่ที่ 42% ของจีดีพี และจะเพิ่มเป็น 50% ของจีดีพีในปีหน้า หากต้องมากู้เพิ่มอีกก็จะทำให้สัดส่วนหนี้เข้าโซนอันตรายมากขึ้น

ในทางตรงข้าม เมื่อรายได้เก็บได้ไม่ตามเป้า รัฐบาลอาจจะเลี่ยงไม่กู้เพิ่ม แต่ชะลอการเบิกจ่าย ลดลง ด้านหนึ่งดูดีหนี้ไม่เพิ่ม แต่อีกด้านหนึ่งเป็นผลลบเพราะการตั้งงบประมาณเพื่อลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เมื่อคลังเจอปัญหาถึงแตกก็ชะลอการลงทุน ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยชะงักในที่สุด

จะเห็นว่าการเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก จะส่งผลกระทบให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กู้เพิ่มมาชดเชยก็มีปัญหาหนี้โตหยุดไม่อยู่ ไม่กู้ก็มีปัญหาการลงทุนทำไม่ได้ ทำให้เศรษฐกิจไม่มีแรงขับเคลื่อน

ซึ่งว่าไปแล้ววิกฤตรัฐบาลถังแตกเป็นปัญหาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น หากรัฐบาลไม่รีบแก้ไขปรับทัพหาทางเพิ่มรายได้ ในปีหน้ารัฐบาลจะถังแตกมากกว่าปีนี้

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าการขยายตัวเศรษฐกิจที่ฝันไว้ 7-8% เป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ เท่านั้น ในความเป็นจริงเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 5-6% ต่อปี ก็ถือว่าเก่งแล้ว

ปัญหาที่ต้องติดตาม คือ เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้ดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งหลายฝ่ายฟันธงว่าอาจจะทำได้ 45% ต่อปีเท่านั้น จากปัญหาวิกฤตยุโรปยังพ่นพิษไม่หยุด ขณะที่เศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงขาลง เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัว ทำให้ไทยที่ส่งออกไปในประเทศดังกล่าวจำนวนมาก มีปัญหาการขยายตัวได้น้อยไปด้วย

เมื่อเศรษฐกิจโตได้น้อยหรือไม่เป็นไปตามเป้า ก็หนีไม่พ้นส่งผลทำให้การเก็บรายได้ของประเทศมีปัญหาไปด้วย ก็จะเกิดทำให้เป็นปัญหาซ้ำรอยเหมือนปีนี้ที่รัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง โดยหาทางออกไม่ได้ หาทางแก้ไม่ถูก

นอกจากนี้ ในปีหน้านโยบายของรัฐบาลหลายอย่างก็ยังทำให้กระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการขยายการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 10% เหลือ 7% ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นี้ ออกไปอีก 2 ปี ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรหายไปอีกปีละ 2 แสนล้านบาท

การลดภาษีน้ำมันคาดว่าจะลดตลอดทั้งปีงบประมาณ 2556 ทำให้กรมสรรพสามิตภาษีหายไปอีก 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา เป็นเรื่องที่รัฐบาลยื้อต่อไปไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ถูกโจมตีลดภาษีให้คนรวยจากการลดภาษีนิติบุคคล เสียรายได้ 1.5 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลการลดภาษีบุคคลธรรมดาที่ทำให้ภาษีหายไป 3,000-5,000 ล้านบาท รัฐบาลกลับไม่ทำโดยอ้างว่ากระทบการเก็บรายได้ของประเทศทั้งหมดล้วนเป็นสัญญาณวิกฤตการเก็บรายได้ของประเทศ จนเป็นภัยร้ายกับเศรษฐกิจให้มีปัญหาหนักขึ้นจนแก้ไม่ถูกและไม่ทันในที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล