
พลังของผู้พิการ
แม้การแข่งขันมหกรรมกีฬาคนพิการโลก หรือ พาราลิมปิกเกมส์ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังไม่จบ แต่นักกีฬาคนพิการของไทย
แม้การแข่งขันมหกรรมกีฬาคนพิการโลก หรือ พาราลิมปิกเกมส์ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังไม่จบ แต่นักกีฬาคนพิการของไทย
ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง 2 เหรียญทองที่ได้มาจากนายรุ่งโรจน์ ไทยนิยม นักกีฬาเทเบิลเทนนิส พิการแขนและขา วัย 25 ปี มือ 3 ของโลก และกีฬาบอกเซีย ประเภททีมผสม ประกอบด้วย นายวัชรพล วงศ์ษา นายวิษณุ ฮวดประดิษฐ์ นายมงคล จิตเสงี่ยม และนายพัทยา เทศทอง
นอกจากนี้ ไทยยังได้เหรียญเงินจากนายประวัติ วะโฮรัมย์ ในการแข่งขันวิลแชร์เรซซิง 1,500 เมตร และเหรียญทองแดงจากการแข่งขันวีลแชร์ 100 ม.ชาย จากนายสายชล คนเจน
เหรียญรางวัลดังกล่าว ได้มาจากการเคี่ยวกรำในการซ้อมและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ที่จะต่อสู้กับร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นกีฬา ซึ่งคนมีร่างกายสมบูรณ์ครบ 32 ประการบางคนยังไม่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเท่า
ถึงแม้ความนิยมของกีฬาพาราลิมปิกเกมส์อาจจะไม่เทียบเท่ากับโอลิมปิกที่ได้รับการยกย่องเป็นมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ แต่หากมองในแง่ของความมุ่งมั่น ทุ่มเทและการต่อสู้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติแล้วไม่ต่างกันเลย
ตรงกันข้ามนักกีฬาคนพิการกลับต้องใช้ความพยายาม ความมุมานะ และพลังมหาศาลในการฝึกซ้อม การแข่งขัน จนทำให้เพลงชาติไทยได้กระหึ่มในแดนผู้ดีที่คนไทยไม่ได้ยินในโอลิมปิกเกมส์
ดังนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนควรเล็งเห็นถึงความสำคัญและให้การสนับสนุนนักกีฬาคนพิการเฉกเช่นเดียวกับฮีโร่โอลิมปิก เพื่อเป็นกำลังใจและแรงกระตุ้นในการสานต่อความสำเร็จและพัฒนาความสามารถของคนพิการไทยว่า ชีวิตนี้ยังมีความหวังและร่างกายไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตอยู่
ทว่า การยกย่องเชิดชูในฐานะ “ฮีโร่” ผู้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ กลับเงียบเหงากว่าที่ควร เมื่อเทียบกับฮีโร่โอลิมปิกเกมส์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินอัดฉีดสำหรับนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ เงินอัดฉีดที่นักกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ได้นั้นยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินอัดฉีดเหรียญเงินนักกีฬาโอลิมปิกเกมส์อย่าง จ.ส.อ.แก้ว พงษ์ประยูร นักมวยสากลสมัครเล่น ที่รับทรัพย์มากกว่า 20 ล้านบาท จากทั้งภาครัฐและเอกชน
เงินอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักกีฬาพาราลิมปิก เกียรติยศ การยอมรับ ยกย่องและชื่นชมที่คนไทยจะให้แก่นักกีฬาคนพิการ ก็ไม่ควรจะแตกต่างจากนักกีฬาโอลิมปิก
ในประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับคนพิการน้อย หากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีการจัดพื้นที่ให้มนุษย์ล้อ หรือผู้พิการได้สัญจรไปมาเหมือนคนปกติ มีการจัดโซนให้คนพิการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ไม่ต่างจากคนปกติ
แม้ล่าสุด นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 จะประกาศอัดฉีดเพิ่มให้นักกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ เหรียญทอง 5 แสนบาท เหรียญเงิน 3 แสนบาท และเหรียญทองแดง 2 แสนบาท แต่ยอดเงินอัดฉีดเหรียญทองรวมถึงตอนนี้แค่คนละ 5.8 ล้านบาทเท่านั้น
เงินอัดฉีดมาจากแบ่งเป็นจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เหรียญทอง 4 ล้านบาท (เงินสด 2 ล้านและเงินสวัดิการแบ่งจ่าย 2 ล้านบาท) เหรียญเงิน 2 ล้านบาท และเหรียญทองแดง 1 ล้านบาท ช่อง 3 ในนามสรยุทธ สุทัศนจินดาและครอบครัวข่าวช่อง 3 เหรียญทอง 1 ล้าน เหรียญเงิน 5 แสน และเหรียญทองแดง 3 แสนบาท เอไอเอส 3 แสน 2 แสน และ 1 แสนบาทตามลำดับ โดยมีเงินปลอบใจให้กับผู้ไม่ได้เหรียญอีกคนละ 2 หมื่นบาท รวมกับของบรรหาร
ถึงแม้ความนิยมของกีฬาพาราลิมปิกเกมส์อาจจะไม่เทียบเท่ากับโอลิมปิกที่ได้รับการยกย่องเป็นมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ แต่หากมองในแง่ของความมุ่งมั่น ทุ่มเทและการต่อสู้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติแล้วไม่ต่างกันเลย
ตรงกันข้ามนักกีฬาคนพิการกลับต้องใช้ความพยายาม ความมุมานะ และพลังมหาศาลในการฝึกซ้อม การแข่งขัน จนทำให้เพลงชาติไทยได้กระหึ่มในแดนผู้ดีที่คนไทยไม่ได้ยินในโอลิมปิกเกมส์
ดังนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนควรเล็งเห็นถึงความสำคัญและให้การสนับสนุนนักกีฬาคนพิการเฉกเช่นเดียวกับฮีโร่โอลิมปิก เพื่อเป็นกำลังใจและแรงกระตุ้นในการสานต่อความสำเร็จและพัฒนาความสามารถยิ่งขึ้น
พวกเขาอาจจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็มีพลังที่ไม่แตกต่างจากคนปกติ เลือกที่จะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติได้ หากได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนไปในทางที่ถูกต้องทั้งในด้านการกีฬา ศิลปะ หรือด้านการงานอื่นๆ หากยังไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างเหมาะสมจากภาครัฐและเอกชน สักวันหนึ่งความแตกต่างที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจให้เกิดความท้อแท้และขาดฮีโร่ที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนในอนาคต







