
'แท็บเล็ต'ไฟดูดเรื่องปกติ แจกม1.อีก7แสนเครื่อง
สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงผลงานตลอด 1 ปี โครงการ “31 นโยบายด้านการศึกษาไทย” ว่า จะเริ่มโครงการแจกแท็บเล็ต ม.1 ประมาณ 7 แสนเครื่อง
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงผลงานตลอด 1 ปี โครงการ “31 นโยบายด้านการศึกษาไทย” ว่า จะเริ่มโครงการแจกแท็บเล็ต ม.1 ประมาณ 7 แสนเครื่อง ภายในไม่เกินเดือน พ.ย.นี้ โดยได้ของบประมาณดำเนินการไว้แล้ว
“การศึกษาจะเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาความยากจน ขณะที่นโยบายของรัฐบาลเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเราจะดูแลคนเหล่านี้เสมือนลูกหลานของเรา ส่วนครู อาจารย์ เราก็จะดูแลเสมือนคนในครอบครัว” สุชาติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้มี 2 เรื่อง 1.สร้างความโปร่งใสงานบริหารทุกระดับ 2.สร้างความโปร่งใสการจัดซื้อต่างๆ
ด้าน วรพัฒน์ ทิวถนอม รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยืนยันในวงเสวนาเรื่อง “แจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 ลดหรือเพิ่มปัญหาสังคม” ว่า แท็บเล็ต ป.1 ที่แจกให้เด็กไปตรงตามสเปกผ่านการตรวจรับเครื่องจากบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ ตามมาตรฐานสากล
“วัสดุที่ห่อหุ้มตัวเครื่องก็เป็นชนิดเดียวกับเครื่องเล่นไอแพดที่วางจำหน่ายทั่วไป รับรองว่าผู้ที่เป็นข้าราชการไม่กล้ารับรองอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดไฟดูดถึงขั้นเสี่ยงต่ออันตรายแน่
แท็บเล็ตที่แจกไปแล้วหลายแสนเครื่องย่อมเกิดความบกพร่องบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อาจจะมีกระแสไฟฟ้าดูด แต่ไม่ได้มีความเสี่ยงมากหรือรุนแรงตามที่สื่อนำเสนอข่าว อุปกรณ์เทคโนโลยียี่ห้ออื่นก็มีบางรายที่โดนไฟดูดอย่างไอโฟนก็ดูด การนำเสนอข่าวถือว่าเกินจริงมากไป ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นเจตนาที่ดีของรัฐบาลที่ต้องการทำเพื่ออนาคตของชาติ” วรพัฒน์ ระบุ
แหล่งข่าวจากกรรมการบริหารโครงการแท็บเล็ต เปิดเผยว่า หลังจากโพสต์ทูเดย์เสนอข่าวแท็บเล็ต ป.1 ไม่มีระบบตัดไฟแบตเตอรี่ จึงเกิดปัญหาการรีชาร์จ หรือเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ไปเรื่อยๆ ทำให้เครื่องร้อนเกินไปและอาจเสี่ยงไฟฟ้าดูดได้ ปรากฏว่า ณรงค์ จุนเจริญวงศา ศึกษานิเทศก์ สำนักงานพื้นที่ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ ถูกฝ่ายการเมืองของไอซีทีเรียกไปตำหนิและสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เพราะทำให้รัฐบาลได้รับความเสียหาย
ด้าน พญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า การแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 เป็นการบีบให้เด็กไม่ได้ใช้สมองส่วนบนในการทำหน้าที่ ทั้งที่เด็กในวัย 12 ปีแรกควรจะเรียนรู้สภาพแวดล้อมจริงผ่านประสาทการรับรู้ทั้ง 6 ด้าน เพื่อพัฒนาสมองส่วนบน ไม่ใช่รับรู้จากสิ่งแวดล้อมปลอมผ่านหน้าจอแท็บเล็ตที่รัฐบาลแจกเท่านั้น
พญ.จันทร์เพ็ญ อธิบายว่า การทดลองผ่านเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอแบ่งสมองของมนุษย์ออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.สมองสัตว์เลื้อยคลานที่คิดถึงการเอาชีวิตรอด เช่น การหายใจโดยอัตโนมัติ 2.สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทำหน้าที่ให้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม รักพวกพ้องเพื่อนฝูง แต่สิ่งที่วิเศษที่สุดของสมอง มนุษย์คือ สมองส่วนบนที่ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ เรียนรู้หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ และสามารถนำมาประยุกต์ผลิตสิ่งของอำนวยความสะดวกได้
“แต่เทคโนโลยีอะไรก็ตามอย่างแท็บเล็ตที่ให้ทุกอย่างแก่เด็กโดยอัตโนมัติ ยิ่งสะดวกสบายเท่าไหร่ เขาจะเลิกใช้สมองส่วนบนของเขา และจะใช้สมองสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแทน เพราะถนัดกว่า ฉะนั้นต้องระวังอย่างมากว่าในขณะที่เด็กไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทำอย่างไรจะต้องทำให้เด็กมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในช่วงการเรียนรู้ 12 ปีแรก” พญ.จันทร์เพ็ญ กล่าว
พญ.จันทร์เพ็ญ กล่าวอีกว่า เด็กควรจะถูกเติมเต็มความรู้ใน 12 ปีแรกผ่านระบบประสาทสัมผัสทั้ง 6 ได้แก่ ภาพ รส กลิ่น เสียง สัมผัส การเคลื่อนไหว ซึ่งต้องสัมผัสจากสภาพแวดล้อมจริง ไม่เช่นนั้นจะเติมไม่เต็มเปรียบเสมือนการกระโดดข้ามบันได
“เหมือนการสร้างบ้าน แท็บเล็ตก็คือหลังคา ส่วนเสาเข็มก็คือกระบวนการที่เด็กต้องเรียนรู้ ดังนั้นเวลาสร้างบ้านให้คุณเลือกว่าจะทำหลังคาหรือจะลงเสาเข็มก่อน” พญ.จันทร์เพ็ญ ระบุ







