posttoday
ภาคการผลิตโลกดิ่งเหว สัญญาณร้ายศก.ซึมจริง!

ภาคการผลิตโลกดิ่งเหว สัญญาณร้ายศก.ซึมจริง!

06 กันยายน 2555

ตกอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปตามๆ กัน เมื่อรายงานตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมล่าสุดของเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้กลายเป็นหลักฐานตีตราแจ่มชัดว่า

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ตกอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปตามๆ กัน เมื่อรายงานตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมล่าสุดของเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้กลายเป็นหลักฐานตีตราแจ่มชัดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันกำลังโคม่าอยู่ในระดับใด และแผ่ขยายกินวงกว้างเพียงใด

ขณะเดียวกัน ตัวเลขข้างต้นก็ยังเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ให้บรรดาคณะผู้บริหารปกครองประเทศทั่วโลกตระหนักได้แล้วว่า ไม่อาจหาทางหลบเลี่ยงรอดพ้นพิษวิกฤตเศรษฐกิจซบเซาถดถอยในครั้งนี้โดยไม่เจ็บตัวบอบช้ำ

เรียกได้ว่า แม้อาจจะโดนผลกระทบหนักหนารุนแรงไม่เท่ากัน แต่ทุกประเทศก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจโดยทั่วหน้ากัน ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือแม้กระทั่งเอเชีย ทวีปที่ได้ชื่อว่าเป็นความหวังครั้งใหม่ที่จะช่วยฉุดเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากปากเหว

สำหรับประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งกำลังวุ่นวายกับกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างสหรัฐ อาการของพิษเศรษฐกิจเริ่มมีหลักฐานแน่นหนาเห็นชัด เมื่อรายงานจากสถาบันบริหารงานจัดซื้อและซัพพลาย (Institute for Supply Management : ISM) เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตของแดนลุงแซมได้ปรับลดลงอีกในเดือน ส.ค. และเป็นการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

ความเคลื่อนไหวของกิจกรรมภาคการผลิตที่นิยมวัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของสหรัฐปรับตัวลดลงจาก 49.8 จุด ในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 49.6 จุด ในเดือน ส.ค. ขณะที่รายงานฉบับเดียวกันของไอเอสเอ็มยังระบุอีกว่า ยอดการสั่งซื้อสินค้าใหม่ยังลดลงจากเดิม ซึ่งอยู่ที่ 48 ในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 47.1 ในเดือน ส.ค.

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ นักลงทุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างดีว่า เมื่อใดก็ตามที่ดัชนีพีเอ็มไอวัดได้ต่ำกว่าระดับ 50 จุด ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ กำลังอยู่ในภาวะหดตัว

ภาคการผลิตโลกดิ่งเหว สัญญาณร้ายศก.ซึมจริง!

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา และธนาคารกลางแห่งสหรัฐ (เฟด) จะงัดสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย ลดทุนสำรองเงินฝาก หรือดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งอัดเงินเข้าระบบโดยตรงมาใช้ แต่จนแล้วจนรอด เศรษฐกิจของสหรัฐก็ยังไม่กระเตื้องก้าวหน้าตามที่รัฐบาลวาดหวังไว้เลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า พญาอินทรีแดนลุงแซมแห่งนี้ไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกเพียงลำพัง

เพราะเมื่อเหลียวมองโดยรอบ ยอดสั่งซื้อสินค้าในแถบยูโรโซนก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนคล้ายเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจของ 17 ชาติสมาชิกยังคงอ่อนแรงอยู่ ขณะที่กิจกรรมภาคการผลิตของจีน หัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียก็หดตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา

สำหรับพญามังกรแห่งเอเชีย อย่างประเทศจีน ซึ่งเคยรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจคราวที่แล้ว จนเกือบทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียฝากความหวังไว้อย่างเต็มเปี่ยม ดูท่าจะไปไม่รอดแล้วเช่นกัน

เห็นได้จากรายงานการศึกษาของธนาคารเอชเอสบีซีเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ดัชนีพีเอ็มไอของจีนร่วงจากระดับ 49.3 จุด ในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 47.6 จุด ในเดือน ส.ค. ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552

ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการปรับตัวลดลงของดัชนีพีเอ็มไอ ยังนับเป็นระดับอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 9 เดือน

แน่นอนว่า เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อีกทั้งยังถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของแทบจะทุกประเทศในภูมิภาคแห่งนี้เปลี่ยนสถานะจากดาวรุ่งเป็นดาวร่วง นานาประเทศในเอเชียก็ไม่อาจมีทางเลือกอื่นนอกจากร่วงตามกันเป็นแถวๆ

เริ่มจากประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และมีสถานะเสมือนดัชนีชี้วัดการส่งออกของภูมิภาคเอเชียอย่างประเทศเกาหลีใต้ก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจีนมากนัก โดยแม้ว่าดัชนีพีเอ็มไอของเกาหลีใต้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 47.2 จุด ในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 47.5 จุด ในเดือน ส.ค. แต่ตัวเลขการส่งออกของประเทศในเดือนเดียวกันกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 6.2%

สาเหตุสำคัญของการส่งออกที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปริมาณความต้องการสินค้าเกาหลีใต้ของประเทศจีนที่ลดลง 5.6% ในเดือน ส.ค.

ขณะที่ทางด้านอินเดีย และอินโดนีเซีย แม้ดัชนีพีเอ็มไอจะยังคงเดินหน้าขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อไปได้ แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า อัตราการขยับขยายของทั้งอินเดียและอินโดนีเซียอยู่ในระดับที่เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า เศรษฐกิจของเอเชียมีแนวโน้มจะชะลอการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดย อองเดร ปีเดอร์เซน กรรมการผู้จัดการแมนูไลฟ์ แอสเซท แมเนจเมนท์ กล่าวว่า ระดับการชะลอตัวอาจจะเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์หลายๆ คนคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เกือบทั่วโลกต่างคาดการณ์กันไว้อยู่แล้วว่า เศรษฐกิจของเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังผูกติดพึ่งพาอยู่กับการส่งออกอาจจะเติบโตได้ช้าลง อันเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ปั่นป่วนด้วยพิษวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป จนทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและพานเลยเถิดถึงขั้นไม่กล้าเสี่ยงลงทุน ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคก็ขาดความมั่นใจในอนาคตจนตัดลดการจับจ่ายใช้สอยของตนเอง

แต่การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างคิดไม่ถึงว่า เศรษฐกิจของเอเชียจะเผชิญหน้ากับภาวะที่ชะลอตัวและเติบโตได้อย่างเชื่องช้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

ยังไม่นับรวมถึงรายงานตัวเลขภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักๆ ของโลกที่ค่อยๆ ทยอยเปิดเผยข่าวร้ายออกมาเรื่อยๆ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือบราซิล

ข้ามฟากมาที่ภูมิภาคยุโรป รายงานจาก มาร์กิต บริษัทด้านการสำรวจและเก็บข้อมูลชั้นนำของภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ดัชนีพีเอ็มไอเฉพาะในแถบ 17 ชาติสมาชิกยูโรโซนยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 จุด เป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน แม้ตัวเลขพีเอ็มไอในเดือน ส.ค. จะกระเตื้องจากเดือน ก.ค. ก่อนหน้าจาก 44 จุด มาอยู่ที่ 45.1 จุด

นอกจากนี้ การตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปยังหดตัวเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาส 2 ที่ 0.2% แถมด้วยตัวเลขคนว่างงานในภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้นทุบสถิติ โดยมีมากกว่า 18 ล้านคน หรือราว 11.3% จนส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและภาคผู้บริโภคลดต่ำลงที่สุดในรอบ 3 ปี

ทว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ แม้กระทั่งประเทศเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคยุโรปอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ที่หลายฝ่ายหวังให้เป็นเสาหลักในการประคับประคองยุโรปก็โดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องนอนซมด้วยเช่นกัน

ผลลัพธ์ที่ได้ส่งผลให้นักวิเคราะห์ต่างเกรงว่า เยอรมนีอาจลดระดับความกระตือรือร้น และความเต็มใจช่วยเหลือแก้ปัญหายูโรโซนให้น้อยลง โดยรายงานจากมาร์กิตแสดงให้เห็นชัดว่า ดัชนีพีเอ็มไอของเยอรมนีลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในฝรั่งเศส สเปน และกรีซ ขณะที่อิตาลีร่วงลงแรงมากที่สุด และมีเพียงไอร์แลนด์เท่านั้นที่ดัชนีพีเอ็มไอปรับเพิ่มขึ้นมาได้

ทั้งนี้ สรุปรวบยอดได้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย ต่างเผชิญหน้ากับพิษเศรษฐกิจด้วยกันทั้งสิ้น และยังอยู่ในสภาพที่ผู้เชี่ยวชาญจำต้องยอมรับว่า ไม่มีใครอยู่ในสภาพที่จะยื่นมือช่วยเหลือใครได้อย่างเต็มที่ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีงานเต็มไม้เต็มมือที่จะต้องจัดการ

และนาทีนี้ มีแต่ต้องหาทางช่วยตนเองให้รอดก่อนเท่านั้น!

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท